วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ประวัติความเป็นมาของชาวไทยอีสาน

ประวัติความเป็นมาของชาวไทยอีสาน

ประวัติความเป็นมาของชาวไทยอีสาน
๑. ชุมชนอีสานสมัยก่อนประวัติศาสตร์
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในบริเวณแอ่งสกลนคร (บริเวณลุ่มน้ำสงคราม จังหวัด
อุดรธานี และสกลนคร) และแอ่งโคราช (จากเทือกเขาภูกระดึง เทือกเขาภูพานลงมาจนถึง
บริเวณลุ่มน้ำมูล น้ำชี) พบว่ามีชุมชนโบราณในภาคอีสานเมื่อราว ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว บริเวณแอ่ง
สกลนครมีหลักฐานว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ก่อนแหล่งอื่น มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีในการ
ทำเครื่องมือเครื่องใช้ในชิวิตประจำวัน เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องมือสำริด เครื่องประดับลูกปัด
เป็นต้น ที่เรียกกันว่า วัฒนธรรมบ้านเชียง ส่วนบริเวณแอ่งโคราช ก็ปรากฏชุมชนโบราณ
เช่นเดียวกัน ปรากฏหลักฐานเช่น ภาพเขียนสีแดงที่ผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น (ธวัช
ปุณโณทก. ๒๕๔๔ ก : ๑-๕)





๒. ชุมชนอีสานสมัยประวัติศาสตร์
ในการพิจารณาจำแนกยุคสมัยประวัติศาสตร์และยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้น โดยทั่วไป
จะยึดเกณฑ์การมีตัวอักษรใช้ในสังคมนั้นๆ (ธวัช ปุณโณทก. ๒๕๔๔ ก : ๕) แต่ในกรณีภาค
อีสานนี้ มีปัญหาค่อนข้างมาก เนื่องจากพบว่า มีการใช้ตัวอักษรหลายรูปแบบ กล่าวคือ ในยุค
แรกๆ มีการใช้อักษรปัลลวะ (อักษรคฤนท์ หรือ อักษรอินเดียใต้) เขียนภาษาสันสกฤตและ
ภาษาขอม ส่วนในยุคสุดท้าย ใช้อักษรตัวธรรมและอักษรไทยน้อย บันทึกภาษาไทยอีสาน
(ภาษาไทย-ลาว)

ปัญหาสำคัญคือ นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี ไม่อาจจะชี้ชัดได้ว่า กลุ่มชนที่
สร้างศิลาจารึก (อักษรปัลลวะ อักษรขอมโบราณ) ในยุคต้นๆ นั้น เป็นชนชาติไทยที่สืบ
เผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมที่ต่อเนื่องมาเป็นกลุ่มไทยลาวในปัจจุบันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากหลักฐานที่ปรากฏ โดยไม่คำนึงว่าเป็นของใคร อาจ
แบ่งเป็น ๓ ยุค ดังนี้

๑. ยุคร่วมทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖)
จากการศึกษาศิลาจารึกที่พบในภาคอีสานในยุคนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องทางพุทธ
ศาสนา ส่วนใหญ่จารึกด้วยอักษรปัลลวะ เป็นภาษาสันสกฤต เชื่อว่าได้รับอิทธิพลจากอินเดีย
เช่น ใบเสมาหินทรายแดงที่เมืองฟ้าแดดสูงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ และวัดกุดโง้ง จังหวัดชัยภูมิ
เป็นต้น
๒. ยุคอิทธิพลขอมสมัยพระนคร (พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘)
อาณาจักรขอมสมัยพระนครได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดและสามารถแผ่อิทธิพลอย่าง
กว้างขวางนั้น น่าจะเริ่มในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (พ.ศ. ๑๕๔๓-๑๕๙๓) ได้เข้า
ครอบครองภาคอีสาน รวมทั้งภาคกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย จนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่
๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๒) ขอมได้สร้างอาณาจักรอย่างยิ่งใหญ่ ได้ระดมสร้างปราสาทหินอัน
เลื่องชื่อของขอม เช่นนครวัด (อังกอวัด) นครธม (บายน) ส่วนในภาคอีสานก็มีหลาย
ปราสาท ที่สำคัญ เช่น เขาพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย เป็นต้น รูปแบบอักษรขอมโบราณที่พบ
ในศิลาจารึกต่างๆ พบว่าได้คลี่คลายมาจากอักษรอินเดีย (อักษรปัลลวะ) และค่อยวิวัฒนาการ
มาเป็นอักษรขอมบรรจงและขอมหวัด

๓. ยุควัฒนธรรมไทยลาว (พุทธศตวรรษที่ ๑๙-ปัจจุบัน)
หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ขอมเสื่อมอำนาจลง ชุมชนในภาคอีสานจึงน่าจะเป็น
กลุ่มเล็กๆ และไม่สืบทอดวัฒนธรรมขอมอีก (ธวัช ปุณโณทก. ๒๕๔๔ ก : ๑๒) เป็นการ
สิ้นสุดวัฒนธรรมขอมโบราณโดยสิ้นเชิง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่พบการก่อสร้างหรือ
จารึกใดๆ ในช่วง ๒๐๐-๓๐๐ ปีจากนั้นมา ขณะเดียวกัน ได้พบร่องรอยของกลุ่มชนที่มี
วัฒนธรรมแบบใหม่เข้ามาแทนที่ นั่นคือ จารึกวัดแดนเมือง จังหวัดหนองคาย (พ.ศ. ๒๐๗๓)
เป็นอักษรไทยน้อย จึงสันนิษฐานว่าเป็นวัฒนธรรมไทยลาว ซึ่งรวมตัวเป็นปึกแผ่นในสมัยพระ
เจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. ๑๘๙๖) เป็นต้นมา

วัฒนธรรมไทยลาว เริ่มก่อตัวมั่นคงอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง เช่น เมืองปากห้วยหลวง
(อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย) เมืองโคตรบูรณ์ (อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม)
รวมทั้งเมืองหนองหาน (จังหวัดสกลนคร) และค่อยกระจายมาสู่ที่ราบสูงตอนกลาง

๓. การจัดตั้งชุมชนกลุ่มวัฒนธรรมไทยลาว ในแอ่งสกลนคร
ในราวพุทธศตวรรษที่๑๙ มีกลุ่มชนรวมกันเป็นนครรัฐที่บริเวณลุ่มน้ำโขงตอนเหนือ
และลุ่มแม่น้ำอู (เมืองแถนและเมืองเชียงคงเชียงทอง) มีความรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักของสุโขทัย
เพราะปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่๑ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กล่าวว่า
"...ทั้งมากาวลาวและไทยเมืองใต้หล้าฟ้าฏ...ไทชาวของชาวอูมาออก..." หรือ "...เท่าฝั่ง
ของ เถิงเวียงจันเวียงคำเป็นที่แล้ว..." หรือ "...พ้นฝั่งของเมืองชวาเป็นที่แล้ว..."
(กรมศิลปากร. ๒๕๒๖ : ๕๒-๕๙) แสดงให้เห็นว่าชาวเมืองสุโขทัยรู้จักชุมชนทางลุ่มแม่น้ำโขง
เป็นอย่างดี หลังจากนั้น ในจารึกสมัยพระเจ้าลิไท ได้กล่าวถึงอาณาจักรนี้ว่า
"...(เขตเมืองสุโขทัย)...เบื้องตะวันออก...เถิงแดนพระญาฟ้าง้อม..." (งุ้ม)

สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. ๑๘๙๖-๑๙๑๖) มีการขยายอาณาเขตของอาณาจักรล้านช้าง
อย่างกว้างขวาง และเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในเวลาต่อมาคือรัชสมัยพระเจ้าสามแสนไทย (พ.ศ.
๑๙๑๖-๑๙๕๙) โดยในระยะแรกได้แพร่กระจายชุมชนในบริเวณแอ่งสกลนคร เฉพาะบริเวณลุ่ม
แม่น้ำโขง มีขอบเขตตั้งแต่จังหวัดเลย (เมืองหล่ม เมืองเลย ปากเหือง เชียงคาน ด่านซ้าย)
จังหวัดหนองคาย (เมืองเวียงคุก เมืองปากห้วยหลวง) จังหวัดอุดรธานี บริเวณอำเภอบ้านผือ
จนถึง ตำบลหนองบัวลำภู จังหวัดสกลนครและนครพนม (เมืองโคตรบอง) พงศาวดารลาวมัก
กล่าวถึงหัวเมืองที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ส่วนพงศาวดารไทยได้
กล่าวถึงหัวเมืองสำคัญของล้านช้างเท่านั้น ในการติดต่อกันคงใช้เส้นทางผ่านเมืองนครไทย
(จังหวัดพิษณุโลก) ไปสู่เมืองด่านซ้าย ลงเรือไปตามลำน้ำเหือง ออกสู่แม่น้ำโขง ไม่พบ
หลักฐานใดๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า อยุธยาได้รู้จักเส้นทางผ่านทางช่องดงพระยาไฟ และดงพระยากลาง
ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (ธวัช ปุณโณทก. ๒๕๔๔ ก : ๑๖) ทั้งๆ ที่หัวเมืองพิมาย เมือง
พนมรุ้ง เคยเป็นชุมชนที่รุ่งเรืองในสมัยขอมพระนคร อันน่าเชื่อได้ว่าชุมชนดังกล่าวคงลด
ความสำคัญลงไปมาก ดังนั้น ทั้งพงศาวดารไทยและลาวจึงไม่ได้กล่าวถึงหัวเมืองในดินแดนที่
ราบสูงแอ่งโคราชในสมัยอยุธยาตอนต้น

๔. การขยายวัฒนธรรมไทยลาวเข้าสู่ดินแดนแอ่งโคราช
ดินแดนในเขตแอ่งโคราชในสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้น เป็นชุมชนที่มีความสำคัญ
น้อย ดังที่หม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม คเนจร) เขียนว่า
"พื้นที่ในมณฑลลาวกาวนี้ เมื่อก่อนจุลศักราช ๑๐๐๐ (พ.ศ. ๒๑๘๑) ก็เป็นทำเลป่าดง
เป็นที่อาศัยของคนป่าซึ่งสืบเชื้อสายมาแต่ขอม ต่อมาเรียกกันว่าพวกข่า ส่วย กวย (หรือ
กุย)..." (หม่อมอมรวิจิตร. ๒๕๐๔ : ๒๑) แสดงว่า ช่วงนั้นยังไม่มีคนไทยลาวเข้ามาอยู่
บริเวณนี้
ทางตอนใต้ลุ่มแม่น้ำโขง มีชุมชนขนาดใหญ่ของพวกข่า เรียกว่านครจำปาศักดิ์ มี
หัวหน้าปกครองเป็นเอกราช (นางแพง นางเพา) ซึ่งเดิมนับถือผีสาง ได้รับวัฒนธรรมไทยลาว
สมัยพระครูโพนเสม็ด หรือโพนสะเม็ก (พระครูขี้หอม) (ธิดา สาระยา. ๒๕๓๖ : ๑๑๘) พร้อม
ด้วยเจ้าหน่อกษัตริย์ ได้พาพรรคพวกอพยพจากล้านช้าง (เวียงจันทน์) ลงไปทางใต้ เมื่อ พ.ศ.
๒๒๓๑ เข้าไปเผยแผ่พุทธศาสนา เป็นที่เคารพของชาวจำปาศักดิ์ และต่อมา เจ้าหน่อกษัตริย์ได้
ปกครองนครจำปาศักดิ์ ได้พระนามว่า "เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร" ซึ่งนครจำปาศักดิ์นี้
กลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไทยลาวแห่งหนึ่ง
ในการขยายวัฒนธรรมไทยลาวเข้าสู่แอ่งโคราช มี๔ กลุ่มใหญ่ๆ คือ

๑. กลุ่มเจ้าแก้วหรือ จารย์แก้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๒๕๖ เจ้าสร้อยศรีสมุทรฯ แห่งนคร
จำปาศักดิ์ ได้ส่งเจ้าแก้ว เชื้อสายเจ้าเมืองเวียงจันทน์ ไปปกครองเมืองท่ง หรือเมืองสุวรรณภูมิ
ได้ขยายชุมชนเป็นเมืองร้อยเอ็ดและมหาสารคามในเวลาต่อมา (พ.ศ. ๒๓๑๘)

๒. กลุ่มพระวอพระตา ได้แยกจากเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ สมัยพระเจ้าสิริบุญ
สาร มาตั้งเมืองที่หนองบัวลุ่มภู ตั้งชื่อเมืองว่า "นครเขื่อนขันกาบแก้วบัวบาน" (กลุ่มนี้เองที่ทำ
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทยลาว) ต่อมา เวียงจันทน์ยกทัพมาตี รบกัน
อยู่ ๒-๓ ปี พระตาเสียชีวิต พระวอเห็นท่าสู้ไม่ได้ จึงอพยพลงมารวมกลุ่มกับนครจำปาศักดิ์
สมัยเจ้าไชยกุมาร ได้ตั้งมั่นที่บ้านดู่ บ้านแก แขวงปากเซ อีก ๓-๔ ปี ต่อมา มีเหตุขัดใจกับเจ้า
ไชยกุมาร จึงอพยพมาตั้งเมืองที่ ดอนมดแดง และห้วยแจระแม เห็นว่าเมืองจำปาศักดิ์คงให้ความ
คุ้มครองไม่ได้จึงมีใบบอกไปยังเมืองนครราชสีมาขอขึ้นกับกรุงธนบุรี

ทัพเวียงจันทน์ยกมาตีอีก พระวอมีใบบอกไปยังนครราชสีมา ขอกำลังมาช่วย ใน
การรบครั้งนั้น พระวอถูกประหารชีวิต (พ.ศ. ๒๓๑๙) พวกที่เหลือมีท้าวคำผงเป็นหัวหน้า ท้าว
ทิดพรม ท้าวก่ำ รวมตัวกันไปตั้งมั่นที่บ้านดู่ บ้านแก ต่อมาในปี ๒๓๒๑ สมเด็จพระเจ้ากรุง
ธนบุรีโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (สมัยดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาจักรี) และ


เจ้าพระยาสุรสีห์ (น้องชาย) ยกทัพไปตีจำปาศักดิ์และเวียงจันทน์ ได้ทั้งสองเมือง และได้อัญเชิญ
พระแก้วมรกตมาไว้ที่ธนบุรีด้วย เป็นครั้งแรกที่ราชธานีได้เข้าครอบครองพื้นที่ภาคอีสาน (รวมถึง
ล้านช้างด้วย) ตำนานเมืองอุบลยังกล่าวต่อไปอีกว่า หลังจากนั้น ท้าวคำผงได้รับการแต่งตั้งเป็น
พระประทุมสุรราชภักดี ขึ้นกับนครจำปาศักดิ์ (พ.ศ. ๒๓๒๓) ต่อมาได้ย้ายเมืองไปตั้งที่ดอนมด
แดง เห็นว่าที่ไม่เหมาะสม จึงย้ายไปที่ ดงอู่ผึ้ง (ตัวเมืองอุบลราชธานีในปัจจุบัน) ในปี ๒๓๓๕
สมัยรัชกาลที่ ๑ ท้าวคำผงได้รับแต่งตั้งเป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ ครองเมืองอุบลเป็นคน
แรก ตั้งชื่อเมือง "อุบลราชธานี ศรีวนาลัย ประเทศราช" (สภาวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี.
๒๕๔๐ : ๑๐)

๓. กลุ่มผ้าขาวสมพมิตร เป็นกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง ในพงศาวดารกล่าวว่า อพยพ
จากเมืองผ้าขาว ศรีสัตนาคนหุต เข้ามาตั้งอยู่ที่บ้านแก่งส้มโฮง (แก่งสำโรง) ในราว พ.ศ.
๒๓๑๐ ขออยู่ใต้บังคับกรุงธนบุรี ท้าวสมพมิตร ได้รับแต่งตั้งเป็น พระยาชัยสุนทร เจ้าเมือง
กาฬสินธุ์
๔. กลุ่มท้าวแล อพยพมาจากเวียงจันทน์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ตั้งหลักแหล่งที่บริเวณ
เทือกเขาดงพระยากลางและเทือกเขาเพชรบูรณ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาภักดีชุมพล เจ้าเมือง
ชัยภูมิ
ส่วนบริเวณลุ่มน้ำมูล (ตอนใต้ของแอ่งโคราช) มีชนพื้นเมืองตั้งชุมชนอยู่ทั่วไป ที่เรียก
กันว่า "เขมรป่าดง" อยู่แถบจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์

๕. การขยายอำนาจส่วนกลางเข้าสู่ภาคอีสาน
ในช่วงอยุธยาตอนต้นนั้น พงศาวดารไทย ไม่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับที่ราบสูงภาคอีสาน
แต่ได้กล่าวถึงหัวเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขง ว่าเป็นเมืองอิสระ มีกษัตริย์ปกครอง และมีหลักฐานว่า
อาณาจักรล้านช้างมีอำนาจเหนือฝั่งขวาแม่น้ำโขง เช่น เมืองโคตรบอง เป็นต้น ในสมัยพระ
นารายณ์มหาราช มีการพัฒนาเมืองโคราชและส่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาปกครอง มีเมืองขึ้น
เพียง ๕ เมือง คือ นครจันทึก (ปากช่องและสีคิ้ว) เมืองชัยภูมิ (น่าจะเป็นเมืองเก่า ก่อนท้าวแล
จะมาตั้งถิ่นฐาน) เมืองพิมาย เมืองแปะ (บุรีรัมย์) และเมืองนางรอง นอกนั้นไม่กล่าวถึง
สมัยพระเจ้าเอกทัศน์ (ก่อนเสียกรุงเล็กน้อย) ช้างพลายสำคัญตกมัน หนีมาทางภาค
อีสาน จึงได้ส่งขุนนางมาตามช้าง ได้รับการช่วยเหลือจากพวกส่วย หรือกุย จึงโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้เป็นขุนนาง ได้แก่ หลวงสุวรรณ (ตากะจะ) ครองเมืองขุขันธ์ หลวงเพชร์ (เชียงฆะ)
ครองเมืองสังขะ หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุ่ม) ครองเมืองคูปะทายสมัน (สุรินทร์) หลวงศรี
นครเตา (เชียงสี) ครองเมืองรัตนบุรี ทั้งหมดขึ้นกับเมืองพิมาย ในพงศาวดารกรุง
รัตนโกสินทร์เรียกว่า หัวเมืองเขมรป่าดง

ปลายสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรียึดได้จำปาศักดิ์และเวียงจันทน์ ภาคอีสานทั้งหมดจึงอยู่
ใต้การปกครองของไทยเป็นต้นมา ในฐานะหัวเมืองประเทศราช
สมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีการขยายหัวเมืองมากขึ้น โดยแต่งตั้งให้ผู้ที่สามารถรวบรวม
สมัครพรรคพวก ไปตั้งเมืองใหม่ให้เป็นปึกแผ่นได้ ก็จะได้เป็นเจ้าเมืองนั้น จึงเกิดหัวเมืองใน
แอ่งโคราชเป็นจำนวนมาก (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศ
รานุวัติวงศ์. ๒๕๐๔ : ๒๔๕)

สมัยรัชกาลที่ ๓ เกิดสงครามยืดเยื้อกับญวน และเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ หลังจากปราบ
กบฏเจ้าอนุวงศ์แล้ว จึงได้เกลี้ยกล่อมชาวบ้านจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตอนบน ให้เข้ามาอยู่ฝั่งขวา
เพื่อตัดเสบียงพวกญวน เช่นจากเมืองมหาชัยกองแก้ว เมืองพิน เมืองนอง เมืองตะโพน
เมืองคำเกิด คำม่วน เป็นต้น ส่วนใหญ่มาอยู่แอ่งสกลนคร จึงปรากฏว่าในเขตจังหวัดสกลนคร
นครพนมปัจจุบัน มีหลายกลุ่มหลายภาษา เช่น ย้อ ผู้ไทย แสก เป็นต้น
สมัยรัชกาลที่ ๕ ฝรั่งเศสเริ่มล่าอาณานิคม ไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและ
ดินแดนอื่นอีกมากมายให้ฝรั่งเศส (พ.ศ. ๒๔๓๑ - ๒๔๙๙) และได้ตกลงทำสนธิสัญญาแบ่ง
ประเทศโดยใช้แม่น้ำโขงเป็นเขตแดน ได้จัดการปกครองหัวเมืองในภาคอีสานใหม่ จากธรรม
เนียมแบบล้านช้าง (ตำแหน่งอาญาสี่ คือ เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร) เป็นมณฑล
เทศาภิบาล จัดการปกครองตามลักษณะปกครองท้องที่ (พ.ศ. ๒๔๔๐) ได้ส่งข้าหลวงจาก
กรุงเทพฯ มาปกครองหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น ที่อุบลราชธานี ทรงโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอกรม
หลวงพิชิตปรีชากร มาเป็นข้าหลวงใหญ่หัวเมืองลาวกาวพระองค์แรก องค์ต่อมาคือพระเจ้าบรม
วงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว
ได้ทรงสู่ขอนางเจียงคำ ธิดาของท้าวสุรินทร์ชมภู (หมั้น) บุตรของราชบุตร (สุ่ย) เชื้อสาย
เจ้านายเมืองอุบลมาเป็นชายา (ธิดา สาระยา. ๒๕๓๖ : ๑๙๖) อันเป็นการประสานไมตรี
เกี่ยวดองเป็นเครือญาติ สร้างความกลมกลืนระหว่างวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงกับวัฒนธรรมลุ่มน้ำ
เจ้าพระยา

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้มีพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น ชาวไทย
อีสานต้องเรียนภาษาไทยกลาง มีการตั้งโรงเรียนขึ้นในวัด โดยการนำของพระเถระชั้นผู้ใหญ่
เช่น พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) (๒๓๙๙ - ๒๔๗๕) ได้ตั้งโรงเรียนแห่งแรกของ
เมืองอุบล ที่วัดสุปัฏนาราม ชื่อโรงเรียน "อุบลวิทยาคม" สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน)
(๒๔๑๐ - ๒๔๙๙) ได้ดำเนินการจัดการศึกษาต่อมาให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ได้รวบรวมศิลาจารึก
จากที่ต่างๆ มาไว้ที่วัดสุปัฏนาราม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และโบราณคดี เช่น จาก
ภูหมาไน ใกล้ปากแม่น้ำมูล เป็นต้น ปัจจุบันศิลาจารึกเหล่านั้นยังอยู่ที่วัดสุปัฏนาราม โรงเรียน
อุบลวิทยาคม เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสมเด็จ (เป็นโรงเรียนราษฎร์ อยู่ในวัดสุปัฏนาราม)

(อุบลราชธานี ๒๐๐ ปี. : ๑๗๓ - ๑๗๕) จากนั้นเป็นต้นมา ภาษาไทยกลางจึงแพร่หลายไปทั่ว
ภาคอีสาน ตัวอักษรไทยน้อย และอักษรธรรมจึงลดความสำคัญลง
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่กล่าวมาเห็นได้ว่า พื้นที่ภาคอีสาน มี
กลุ่มชนอาศัยอยู่มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อมาได้รับวัฒนธรรมทวารวดี วัฒนธรรม
ขอม วัฒนธรรมไทยลาว และไทยเมืองหลวง กระนั้นก็ตาม ชาวไทยอีสานส่วนใหญ่ยังรักษา
ขนบธรรมเนียมประเพณีโดยเฉพาะ "ภาษาพูด" ไว้อย่างเหนียวแน่น เพียงแต่ "ตัวอักษร"
เท่านั้นที่เปลี่ยนไป

ข้อมูลโดย http:www.esansawang.in.th
Cr:http://www.isantumhome.com/thread-760-1-1.html
@ศรี นรเดช

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563

ພິທີປູກຕົ້ນສີມະຫາໂພ (ຂອງຂວັນຈາກລັດຖະບານອິນເດຍ)1957

ພິທີປູກຕົ້ນສີມະຫາໂພ (ຂອງຂວັນຈາກລັດຖະບານອິນເດຍ) ໃນງານສະຫຼອງກື່ງພຸດທະການ ປີ 1957 ແລະຫຼັງຈາກສຳເລັດພິທີປູກໜໍ່ສີມະຫາໂພແລ້ວ ເຈົ້ານາຍ ແລະ ພຣະຣາຊວົງ ແລະ ປະຊົາຊົນຊາວຫຼວງພະບາງ ກຳລັງຖະຫວາຍບູຊາ ແລະ ສົງນໍ້າໜໍພຣະສີມະຫາໂພ
--------------------------------
ພາບໂດຍ: หอภาพถ่ายล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ລາຍຊື່ນາຍົກລັດຖະມົນຕີ ລາວ ຕັ້ງແຕ່ຜູ້ທໍາອິດໃນ ປະຫວັດສາດຊາດລາວ ເຖິງ ປັດຈຸບັນ

ລາຍຊື່ນາຍົກລັດຖະມົນຕີ “ລາວ” ຕັ້ງແຕ່ຜູ້ທໍາອິດໃນ ປະຫວັດສາດຊາດລາວ ເຖິງ ປັດຈຸບັນ

ອານາຈັກລານຊາງຫຼວງພະບາງ 
1. ເຈົ້າເພັດຊະລາດ ລັດຕະນະວົງສາ ເລີ່ມ 1940 – 10 ຕຸລາ 1945

 ລາຊະອານາຈັກລາວ (ຄ.ສ 1945 – ຄ.ສ 1975) ່ 
1. ພະຍາ ຄໍາມ້າວ ວິໄລ (ຫົວຫນ້າຄະນະລັດຖະບາຍຊົ່ວຄາວ) 20 ຕຸລາ 1945 – 23 ເມສາ 1946
2. ເຈົ້າກິນດາວົງ 23 ເມສາ 1946 – 15 ມີນາ 1947 
3. ເຈົ້າສຸວັນນະລາດ 15 ມີນາ 1947 – 25 ມີນາ 1948
4 ເຈົ້າບຸນອູ້ມ ນະ ຈໍາປາສັກ (ສະໄຫມທີ 1) 25 ມີນາ 1948 – 24 ກຸມພາ 1950 _ 
5. ທ່ານ ຜຸຍ ຊະນະນິກອນ (ສະໄຫມທີ 1) 24 ກຸມພາ 1950 – 15 ຕຸລາ 1951
6. ເຈົ້າສີສະຫວ່າງວັດທະນາ 15 ຕຸລາ 1951 – 21 ພະຈິກ 1951 
7. ເຈົ້າສຸວັນນະພູມາ ລັດຕະນະວົງ (ສະໄຫມທີ 1) 21 ພະຈິກ 1951 – 20 ຕຸລາ 1954 
8. ທ່ານ ກະຕ່າຍ ໂດນສະໂສລິດ 25 ພະຈິກ 1954 – 21 ມີນາ 1956 
9. ເຈົ້າສຸວັນນະພູມາ ລັດຕະນະວົງ (ສະໄຫມທີ 2) 21 ມີນາ 1956 – 17 ສິງຫາ 1958 
10. ທ່ານ ຜຸຍ ຊະນະນິກອນ (ສະໄຫມທີ 2) 17 ສິງຫາ 1958 – 31 ທັນວາ 1959 _
11. ທ່ານ ສຸນທອນ ປະຖໍາມະວົງ (ຜູ້ບັນຊາການກອງທັບລາຊະອານາຈັກລາວ) 31 ທັນວາ 1959 - 7 ມັງກອນ 1960
12. ທ່ານ ກຸ ອະໄພ 7 ມັງກອນ 1960 – 3 ມິຖຸນາ 1960 
13. ເຈົ້າສົມສະຫນິດ 3 ມິຖຸນາ 1960 – 15 ສິງຫາ ຄ.ສ 1960 
14. ເຈົ້າສຸວັນນະພູມາ ລັດຕະນະວົງ (ສະໄຫມທີ 3) 30 ສິງຫາ 1960- 13 ທັນວາ 1960
15. ເຈົ້າບຸນອຸ້ມ ນະ ຈໍາປາສັກ (ສະໄຫມທີ 2) 13 ທັນວາ 1960 – 23 ມິຖຸນາ 1962
16. ເຈົ້າສຸວັນນະພູມາ ລັດຕະນະວົງ (ສະໄຫມທີ 4) 23 ມິຖຸນາ 1962 – 2 ທັນວາ 1975



ສາທາລະນະລັດ ປະຊາທິປະໄຕ ປະຊາຊົນລາວ (ຄ.ສ 1975 – ປັດຈຸບັນ) 
1. ທ່ານ ໄກສອນ ພົມວິຫານ 8 ທັນວາ 1975 – 15 ສິງຫາ 1991 2. ທ່ານ ຄໍາໄຕ ສີພັນດອນ 15 ສິງຫາ 1991 – 24 ກຸມພາ 1998 3. ທ່ານ ສີສະຫວາດ ແກ້ວບຸນພັນ 24 ກຸມພາ 1998 – 27 ມີນາ 2001 4. ທ່ານ ບຸນຍັງ ວໍລະຈິດ 27 ມີນາ 2001 – 8 ມິຖຸນາ 2005 5. ທ່ານ ບົວສອນ ບຸບຜາວັນ 8 ມິຖຸມາ 2005 - 23 ທັນວາ 2010 6. ທ່ານ ທອງສິງ ທໍາມະວົງ 23 ທັນວາ 2010 – 20 ເມສາ 2016 7. ທ່ານ ທອງລຸນ ສີສຸລິດ 20 ເມສາ 2016 - ປັດຈຸບັນ

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ຂະບວນການຕໍ່ສູ້ ຂອງແມ່ກະແຣມ ແລະ ພໍ່ກະດວດ Phokadouda

ຂະບວນການຕໍ່ສູ້
ຂອງແມ່ກະແຣມ ແລະ ພໍ່ກະດວດ
Phokadouda



1 ຂະບວນການຕໍ່ສູ້ຂອງແມ່ກະແຣມ.
ເມື່ອພວກລ່າເມືອງຂຶ້ນຝຣັ່ງໄດ້ເຂົ້າຄອບຄອງປະເທດລາວເວົ້າລວມ,ເວົ້າສະເພາະແຂວງສະຫວັນນະເຂດແລ້ວ, ເຂົາກໍ່ເລີ່ມກົດຂີ່ຂູດຮີດປະຊາຊົນຄົນລາວບັນດາເຜົ່າຢ່າງຫນັກຫນ່ວງໂດຍການບັງຄັບຊາວຫນຸ່ມຊາຍສະກັນໄປອອກ

ແຮງງານແບກຫາມສົ່ງຄ່ຽນແລະສ້າງຖະຫນົນຫົນທາງພ້ອມນັ້ນເຂົາຍັງໄດ້ບັງຄັບໃຫ້ເສຍສ່ວຍໄຖ່ການແບບບໍ່ປານີ, ເຂົາໄດ້ຕັງຫລັກການໃຫ້ພວກຊາຍສະກັນ ອາຍຸແຕ່ 18 – 60 ປີ ຕ້ອງເສຍສ່ວຍຜູ້ລະ 6 ກີບ ກັບ 60 ອັດ/ປີ
(ເງິນກີບເກົ່າ) ໃນນີ້:
- ສ່ວຍປະຈຳຕົວ 2 ກີບ 50 ອັດ.
- ສ່ວຍໃຫ້ພໍ່ບ້ານບ້ານແສງ ແລະ ຄ່າໄຖ່ການ 4 ກີບ.
- ສ່ວຍພາສີເຫົ້າ 10 ອັດ.


ຖ້າຜູ້ໃດບໍ່ມີເງິນຄ່າໄຖ່ການ ຕ້ອງໄດ້ໄປເຮັດວຽກສັບພະທຸກ 16 ວັນ, ຫລື 20 ວັນ, ຍ່າງໄປຈາກບ້ານເດີມໃກ້ ຫລື ໄກຕາມຄວາມຈິງ (ເດີນທາງໄປຕາມຈຸດໃຊ້ເວລາ 2 – 3 ມື້) ພ້ອມນັ້ນຕ້ອງໄດ້ຖືເຄື່ອງນຸ່ງນອນ, ເຂົ້າ, ນໍ້າໄປແຕ່ງກິນເອົາເອງ, ສ່ວນສ່ວຍປະຈຳຕົວ 2 ກີບ 50 ອັດ ນັ້ນຂາດບໍ່ໄດ້, ຖ້າໃຜບໍ່ມີຈ່າຍກໍ່ຈະຖືກໂທດຈຳເລັ່ງຈັບໃສ່ຂາໄມ້ໄຜ່ລຳດຽວ, ເມື່ອມີຈຳນວນຮອດສິບຄົນແລ້ວ ເຂົາກໍ່ບັງຄັບໃຫ້ຍ່່າງອ້ອມໂພນເປັນສິບໆຮອບ.

ນອກຈາກການເກັບສ່ວຍໄຖ່ການທີ່ກ່າວມານີ້ແລ້ວປະຊາຊົນລາວກໍ່ຍັງຕ້ອງໄດ້ຖືກເກັບເກນໄປແບກ-ຫາມ, ຄ່ຽນສົ່ງເຈົາຫນ້າທີ່ຝຣັ່ງ,ນາຍພາສາ,ຄົນຮັບໃຊ້,ຄົນແຕ່ງກິນ,ເຄື່ອງນອນ,ອາຫານ,ການກິນແລະອື່ນໆ. ເວລາເຂົາເດີນທາງໄປວຽກແຫ່ງໃດ,ໃຊ້ເວລາຍາວນານປານໃດ ແລະຫ່າງໄກເທົ່າໃດກໍ່ຕາມ້ວນແຕ່ໄດ້ນຳສົ່ງໃຫ້ເຖິງຈຸດທີ່ຫມາຍ.

ຍ້ອນຄວາມທຸກທໍລະມານ ແລະຖືກກົດຂີ່ຂົ່ມເຫັ່ງຂູດຮີດຮອບດ້ານ, ທາງດ້ານວັດຖຸ,ຈິດໃຈ,ຮ່າງກາຍແລະ ເຫື່ອແຮງຄືແນວນັ້ນ, ບວກກັບນ້ຳໃຈຮັກຊາດແລະຮັກອິດສະຫລະພາບອັນດູດດື່ມຂອງປະຊາຊົນບັນດາເຜົ່າທີ່ມີມາຢູ່ແລ້ວ, ມາໃນປີຄສ1900ສະໄຫມທ່ານສາລາແບນ(M.SALABELLE) ເປັນຜູ້ປົກຄອງແຂວງສະຫວັນນະເຂດໄດ້ເກີດມີຂະບວນການຕໍ່ສູ້ຝຣັ່ງຂຶ້ນມາຢູ່ບ້ານບຸ່ງເມືອງຜາບັງນຳໂດຍແມ່ກະແຣມ ຊຶ່ງເປັນນ້ອງສາວຂອງ ອຸປະຮາດເມືອງຜາບັງ.

ຂະບວນການນີ້ປະກອບດ້ວຍປະຊາຊົນບັນເຜົ່າປະມານພັນກວ່າຄົນ ທີ່ມາຈາກຫລາຍເມືອງໂດຍໄດ້ຕັ້ງຜາມໃຫຍ່ສົມຄວນ ເປັນກອງບັນຊາການໃນເນື້ອທີ່ປະມານຫນຶ່ງແຮກຕາ,ມີເສັ້ນທາງເຂົ້າສູ່ຜາມໄຊກວ້າງ60ແມັດ,ແລະ ຍາວຮອດສີ່ກິໂລແມັດ,ພວກທີ່ມາຮ່ວມຂະບວນການນີ້ມີຄວາມເຊື່ອວ່າແມ່ກະແຣມເປັນຜູ້ມີບຸນທີ່ສະຫວັນສົ່ງລົງມາ ເພື່ອນຳພາການຕໍ່ສູ້ປົດປ່ອຍອອກຈາກການເປັນຂ້ອຍຂ້າ-ມ້າໃຊ້ແລະການກົດຂີ່ຂົມເຫັ່ງ, ຂູດເນື້ອເຖືອຫນັງເຊິ່ງໃນສະໄຫມສັກດີນາສະຫຍາມປົກຄອງກໍ່ຫນັກຫນ່ວງຢູ່ແລ້ວ,ບາດເຈົ້ານາຍໃຫມ່ມາ(ຝຣັ່ງ) ຊໍ້າພັດແຮ່ງຫນັກຂຶ້ນຕື່ມ ອັນນີ້ແມ່ນເພິ່ນວ່າ: ”ຫວິດກຳແລ້ວ ພັດມີເວນມາຜ່ານ ຫວິດຫ່າກ້ອມ ພັດພໍ້ຫ່າຫລວງ”


ສະນັ້ນ,ໃຜໆກໍ່ມີຄວາມສະຫມັກໃຈມາຮ່ວມພາລະກິດອັນຍິ່ງໃຫຍ່ໃນເທື່ອນີ້.ເມື່ອຝຣັ່ງຊາບຂ່າວການເຕົ້າໂຮມກຳລັງ ເພື່ອຂັບໄລ່ຕົນແລ້ວ,ພວກເຂົາໄດ້ສົ່ງກຳລັງທະຫານຈາກດົງເຫີ້ຍປະເທດອານາມ ພ້ອມດ້ວຍອາວຸດທີ່ທັນສະໄຫມມາປິດລ້ອມສູນບັນຊາການພ້ອມທັງຍິງປຶນໃຫຍ່ຂຶ້ນຟ້າເພື່ອນາບຄູ່ຄັບໄລ່, ອັນເປັນເຫດໃຫ້ບັນດາຜູ້ມາຮ່ວມຂະບວນແຕກສະລຸຜຸຜ່າຍໂຕນເຂົ້າປ່າ, ສ່ວນແມ່ກະແຣມພ້ອມຜູ້ໃກ້ສິດຈຳນວນຫນຶ່ງກໍ່ຟ້ອນງ້າວໃສ່ສັດຕູຢ່າງບໍ່ສະທ້ານຢ້ານກົວແຕ່ຢ່າງໃດ ໃນທີ່ສຸດທະຫານຝຣັ່ງກໍ່ຈັບຕົວສົ່ງລົງສະຫວັນນະເຂດ.ແລ້ວເອົາຂຶ້ນໄປວຽງຈັນເພື່ອນຳເນີນການກັກຂັງເປັນເວລາສອງປີ ຈຶ່ງໄດ້ກັບຄືນມາຢູ່ບ້ານຜາບັງ

2 ຂະບວນການຕໍ່ສູ້ຂອງພໍ່ກະດວກ

ເມື່ອຂະບວນການຂອງແມ່ກະແຣມຢູ່ບ້ານບຸ່ງຖືກປາມປາມ ແລະ ຈັບກຸມຄຸມຂັງດ້ວຍຝຣັ່ງ ແລະ ລູກມືຂຂອງເຂົາແລ້ວ, ແປວໄຟແຫ່ງຄວາມຄຽດແຄ້ນແລະຄວາມຮັກເຊື້ອແພງຊາດ,ຮັກອິດສະຫລະພາບກໍ່ບໍ່ໄດ້ຖືກດັບສູນລົງໄດ້ ເພາະໃນຈຳນວນພວກທີ່ແຕກອອກຈາກບ້ານບຸ່ງນັ້ນກໍ່ຍັງມີບຸກຄົນຂັ້ນນຳຈຳນວນຫນຶ່ງຊຶ່ງນຳໂດຍ “ພໍ່ ກະດວກ”.

ພໍ່ກະດວກ ຄົນນີ້ຊື່ເດີມຂອງເພິ່ນແມ່ນທ້າວ ອາຍີ່ ເປັນລູກຂອງພໍ່ອາຍັງຊົນເຜົ່າບຣູທີ່ມາຈາກພູພຽງບໍລະເວນ, ແມ່ຂອງເພິ່ນຊື່ວ່ານາງບຸນຖົມເຜົ່າພູໄທ ເຊື້ອສາຍຂອມ ຊຶ່ງມີພພະຍາກະເຕາະເປັນເຈົ້າກົກເຈົ້າເລົ່າຢູ່ບໍລິເວນບ້ານຣູບຣອງ (ພະລູ-ພະລອງ)ເມືອງພີນ,ທ້າວອາຍີ່ເປັນຄົນດຸຫມັ່ນຂະຫຍັນພຽນ, ມີຄວາມມານະອົດທົນເພື່ອແຜ່ຮັກແພງມູ່ເພື່ອນຍາດພີ່ນ້ອງແຕ່ບໍ່ມັນໍກການກົດຂີ່ຂົ່ມເຫັງ,ເກັບເກນແລະ ເສຍສ່ວຍໄຖ່ການ,ເຊິ່ງເມື່ອກ່ອນກໍ່ໄດ້ເສຍສ່ວຍໃຫ້ແກ່ອານາມແລະສະຫຍາມ, ບາດຝຣັ່ງເຂົ້າມາປົກຄອງແອກທີສາມກໍ່ມາເຕັງຄໍຕື່ມອີກ,ອາຍີ່ໄດ້ແຕ່ງງານກັບຍິງຄົນຫນຶ່ງຢູ່ບ້ານດຽວກັນແລະ ໄດ້ທາຍາດຮ່ວມກັນສອງຄົນ,​ຜູ້ກົກຊື່ວ່ານາງກະຫລ່ວຍ ແລະ ຜູ້ທີສອງຊື່ວ່າທ້າວກະດວດ, ຍ້ອນວ່າອາຍີ່ມີນ້ຳໃຈຮັກຊາດ, ຮັກອິດສະຫລະພາບແລະເຄີຍນຳພາຫມູ່ເພື່ອນເຄື່ອນໄຫວສະກັດລັດຕີກອງທະຫານຝຣັ່ງແລະ ລູກແຫລ່ງຕີນມືຂອງພວກເຂົາທີ່ອອກໄປລາດຕະເວນ,ເກັບເກນ,ປາບປາມແລະ ບັງຄັບປະຊາຊົນບັນດາເຜົ່າໃຫ້ສົ່ງໄປຄ່ຽນເປັນກຸລີແບກຫາມຫລືເຮັດວຽກສັບປະທຸກຕ່າງໆ ໂດຍບໍ່ມີຄ່າລາງວັນຕອບແທນຫຍັງ,ໃນປີຄສ 1900 ໄດ້ມີຄົນມາຕິດຕໍ່ຊັກຊວນ ອາຍີ່ ໃຫ້ໄປຮ່ວມກອງປະຊຸມປິດລັບຂອງ “ຜູ້ມີບຸນ”ຈາກສອງຝັ່ງຂອງ ເຊິ່ງຈັດຢູ່ເມືອງເຂັມມະລາດ ພາຍໃຕ້ການເປັນປະທານຂອງ ພະເຂັມມະລາດ ເດດຊະນາລັກ (ເຈົ້າເມືອງເຂັມມະລາດ)ມີຜູ້ຕາງຫນ້າຫລາຍຂະບວນການເຂົ້າຮ່ວມເອີ້ນວ່າ:“ກອງປະຊຸມຜູ້ມີບຸນ” ຜ່ານການແລກປ່ຽນຄວາມຄິດເຫັນກັນແລ້ວ ກອງປະຊຸມ ກໍ່ໄດ້ຕົກລົງ:

· ໃຫ້ປະຊາຊົນຢູ່ຝັ່ງຊ້າຍແມ່ນ້ຳຂອງ ຕໍ່ຕ້ານຝຣັ່ງ.
· ໃຫ້ປະຊາຊົນລາວຢູ່ຝັ່ງຂວາແມ່ນ້ຳຂອງ ຕໍ່ຕ້ານສັກດີນາສະຫຍາມ.
·ໃຫ້ໃຊ້ຮູບການສາສະຫນາໃນການປຸກລະດົມຂົນຂວາຍເບື້ອງຕົ້ນແລ້ວຈຶ່ງກ້າວໄປສູ່ການສ້າງ ກອງກຳລັງປະກອບອາວຸດ.
· ໃຫ້ໃຊ້ລາຍແທງ ແຈກຢາຍໄປທົ່ວທຸກບ່ອນທີ່ມີຄົນລາວ ໂດຍຮຽກຮ້ອງໃຫ້:

1. ກະກຽມຫາອາວຸດ ແລະ ສະສົມສະບຽງອາຫານ.
2. ຈັດຕັ້ງກອງກຳລັງປະກອບອາວຸດພື້ນບ້ານ.
3. ຜູ້ນຳພາຂະບວນໃຫ້ໃສ່ຊື່ວ່າ “ຜູ້ມີບຸນ”

ເຊິ່ງໄດ້ຮັບຄຳສັ່ງຈາກ ພະຍາທຳມິກະຣາດ
ໃຫ້ເລີ່ມລຸກຂຶ້ນພ້ອມກັນໃນກາງເດືອນ 6 ຄສ 1901 (1)
ລາຍແທງ:(ແມ່ນຈານຫລືຂຽນຂໍ້ຄວາມທີ່ຫນ້າຄິດເປັນປິດສະຫນາລົງໃສ່ໃບລານແລ້ວສົ່ງລົງໄປຕາມທ້ອງຖິ່ນຕ່າງໆ ເພື່ອຈຸດປະສົງໃດຫນຶ່ງ). ເນື້ອໃນກອງປະຊຸມຂອງຜູ້ມີບຸນ ຢູ່ເຂັມມະລາດມີດັ່ງນີ້: “ເມື່ອເຖິງກາງເດືອນ 6 ປີ ສະລຸ ຄສ 1901 ຈະເກີດເຫດຮ້າຍໃຫຍ່ຫລວງ ຫີນແຫ່ຈະກາຍເປັນເງິນເປັນຄຳ ຫມາກອຶ ຫມາກແຕງ ຈະກາຍເປັນຊ້າງ, ມ້າ, ຄວາຍດ່ອນ, ຫມູຈະກາຍເປັນຍັກຂຶ່ນມາກິນຄົນ”ທ້າວພະຍາທໍາມິກະຣາດ(ຜູ້ມີບຸນ)ຈະມາເປັນໃຫຍ່ໃນໂລກ ໃຜຢາກພົ້ນຈາກເຫດຮ້າຍນີ້ກໍ່ໃຫ້ຄັດລອກບອກຄວາມລາຍແທງໃຫ້ຮູ້ຕໍ່ໆກັນໄປ ຖ້າໃຜເປັນຄົນບໍລິສຸດບໍ່ເຄີຍທຳຄວາມຊົ່ວໃດໆແລ້ວໃຫ້ເອົາຫີນແຮ່ມາເກັບລວບລວມໄວ້ທ່າທ້າວພະຍາທຳມິກະຣາດຈະ

ມາຊຸບໃຫ້ເປັນຄຳ,ຖ້າຜູ້ໃດເຄີຍທຳຄວາມຊົ່ວຕ່າງໆແລ້ວໃຫ້ພາກັນມາຕັດກຳເສຍໂດຍຈັດພິທີນິມົນພຣະສົງມາຫົດນ້ຳມົນໃຫ້, ຖ້າຢ້ານຕາຍກໍ່ໃຫ້ຂ້າຄວາຍດ່ອນ ແລະ ຫມູເສຍກ່ອນກາງເດືອນ 6 (1)
ການໄປຮ່ວມກອງປະຊູມໃນເທື່ອນີ້, ອາຍີ່ໄດ້ມີໂອກາດພົບກັບບຸກຄົນ ສໍາຄັນຫລາຍທ່ານ ເປັນຕົ້ນ: ອົງແກ້ວ,
ພະຍາຂອມ(ອົງກົມມະດຳ)ຈາກພູພຽງບໍລະເວນ,ຍາທ່ານແກ້ວ,ອົງລ້ານຊ້າງແລະອົງຈັກກະໂລວິຕຸຈາກເມືອງຈຳພອນແລະ ຜູ້ອື່ນໆທີ່ມາຈາກຫລາຍແຫ່ງ,ພວກເພິ່ນໄດ້ກັນປຶກສາຫາລືແລະແຈ້ງສະພາບການຕ່າງໆພາຍໃນທ້ອງຖິ່ນຕົນແລະ ໄດ້ຕົກລົງໃຫ້ຄຳຫມັ້ນສັນຍາວ່າ:ຈະໃຫ້ການຊ່ວຍເຫລືອສະຫນັບສະຫນູນເຊິ່ງກັນແລະກັນ.ອົງແກ້ວແລະ ອົງກົມມະດຳໄດ້ຕົກລົງຈະສົ່ງກອງກຳລັງຈຳນວນຫນຶ່ງມາຊ່ວຍອາຍີ່ເວລາອາຍີ່ເປີດຍຸດທະການບຸກຕີກອງທະຫານຝຣັ່ງ. ເມື່ອກັບມາຮອດວັດປ່າບ້ານເລົ່າຫາດ(ເມືອງຈຳພອນ)ອັນເປັນສໍານັກຂອງຍາທ່ານແກ້ວແລະຍາທ່ານອິນແລ້ວ, ອາຍີ່ກໍ່ເລີຍຕັດສິນໃຈເຂົ້າບັນພະຊາເປັນຕາຜ່າຂາວ, ເພື່ອເປັນການກຳບັງ ແລະ ຫລົບຫລີກ ການຕິດຕາມຈັບກຸມຂອງ
ພວກຝຣັ່ງແລະກໍ່ຈະມີຄວາມສະດວກໃນການເຄື່ອນໄຫວຈັດຕັ້ງປະຕິບັດມະຕິຂອງກອງປະຊຸມ ເຂັມມະລາດ ໃຫ້ເປັນຮູບ
ປະທໍາ.ເມື່ອຊາບຂ່າວວ່າ:ອາຍີ່ມາເຄື່ອນໄຫວຢູ່ເມືອງຈຳພອນບັນດາພີນ້ອງ,ຫມູ່ເພື່ືອນແລະຜູ້ມີຄວາມສັດທາ ໃນຄວາມປີຊາສາມາດຂອງ ອາຍີ່ຈາກບຣູ-ບຣອງ,ສະແລໃຕ້-ສະແລເຫນືອ,ຕັງຫວາຍ-ລໍາທວາຍແລະບ່ອນ

ອື່ນໆກໍ່ໄດ້ຊັກຊວນອວນຕ້ານການຕິດຕາມນຳມາຫາເຊິ່ງໃນນັ້ນມີລູກຊາຍອາຍີ່ຊື່ວ່າ:ທ້າວກະດວກມານໍາດ້ວຍ. ເມື່ອມາຮອດຕາຜ້າຂາວອາຍີ່ກໍ່ໄດ້ແນະນຳໃຫ້ພາກັນຕັ້ງທີ່ຢູ່ອາາໃສແຄມຫນອງກະດັນຊຶ່ງໄດ້ຊື່ວ່າ:ບ້ານຫນອງກະດັນ ເມື່ອກອງທະຫານຝຣັ່ງໄດ້ປາບປາມຂະບວນການຂອງພໍ່ກະດວກແລ້ວເຂົາກໍ່ໄດ້ສັ່ງໃຫ້ຍາຫລວງປຸ້ຍເຈົ້າເມືອງໆຄັນທະບູລີສົບທົບກັບຍາຫລວງເພັດເຈົ້າເມືອງໆຈຳພອນປະກາດລຶບລ້າງບ້ານຫນອງກະດັນແລ້ວໃສ່ຊື່ໃຫມ່ວ່າ:ບ້ານຄຳສີດານັບແຕ່ທ້າຍປີ ຄສ 1903 ມາຈົນເຖິງທຸກວັນນີ້.

ເມື່ອຈັດສັນທີ່ພັກເຊົາຮຽບຮ້ອຍແລ້ວຕາຜ້າຂາວອາຍີ່ກໍ່ໄດ້ດໍາເນີນການເຜີຍແຜ່ພະທໍາຄໍາສອນຂອງພະສຳມາສຳພຸດທະເຈົ້າໂດຍເອົາຫລັກທຳກ່ຽວກັບການປົດທຸກດ້ານຈິດໃຈ ກໍ່ຄືທາງດ້ານວັດຖຸອັນໄດ້ແກ່ປົດປ່ອຍຕົນເອງອອກຈາກການຂົດຂີ່ຂົ່ມເຫັງ,ຂູດເນື້ອເຖືອນຫນັງແລະ ບັງຄັບເກັບເກນເສຍສ່ວຍໄຖ່ການ.

ເມື່ອຊາບຂ່າວວ່າມີ “ຕາຜ້າຂາວ” ຊຶ່ງຣາຊະດອນທ້ອງຖິ່ນໃສ່ຊື່ວ່າ: “ຜູ້ມີບຸນ” ຈະມາປົດປ່ອຍອອກຈາກຄວາມທຸກຍາກ, ຊາວທ່າມ່ວງ, ສະຄຶນ, ແກ້ງກອກ, ກະດານ, ເລົ່າຫນາດ, ຫ້ວຍຊາຍ ແລະ ຈາກບ້ານອື່ນໆ ໃນບໍລິເວນນັ້ນລວມມີຫ້າຕາແສງ ກໍ່ມີຄວາມເຫລື່ອມໃສໃຈສັດທາໃນຕົວ“ຜູ້ມີບຸນ”ເມື່ອຮູ້ເຖິງຈຸດປະສົງອັນແທ້ຈິງແລ້ວ,ບັນດາບຸກຄົນເຫລົ່ານັ້ນ ກໍ່ຍິງມີຄວາມກະຕືລືລົ້ນຢາກມີການປະກອບສ່ວນເຂົ້າເປັນກ້ອນກຳລັງ,ຍ້ອນວ່າຝູງຊົນໃນທ້ອງຖິ່ນນີ້ກໍ່ມີເລືອດນັກສູ້ແລະ ຄວາມຄຽດແຄ້ນເປັນເດີມພັນຢູ່ແລ້ວ.ນອກຈາກປະຊາຣາສະດອນຊາວໄຮ່ນາສາມັນແລ້ວກໍ່ຍັງມີອາດຍາມາດມະນີວົງ ຕາແສງເລົ່າຫນາດ,ອາດຍາອຸປະສິດຕາແສງແກ້ງກອກພ້ອມອີກສາມຕາແສງໃນບໍລິເວນໃກ້ຄຽງທີ່ໄດ້ຮັບຍົດຖາບັນດາສັກ ແລະມີຖານະຄອບຄົວທີ່ດີຢູ່ແລ້ວແຕ່ກໍ່ພ້ອມກັນສະຫມັກໃຈແລະຊ່ວຍກັນຂົນຂວາຍປຸກລະດົມເອົາປະຊາຣາສະດອນ ເຂົ້າຮ່ວມຂະບວນການຂອງຕາຜ້າຂາວອາຍີ່.ເມື່ອເຫັນວ່າມີກ້ອນກຳລັງຫລາຍແລ້ວ ຕາຜ້າຂາວອາຍີ່ກໍ່ໄດ້ລາສິກຂາຈາກເພດພົມມະຈັນອອກສູ້ຄອງຄະລາວາດເພື້ອຫລີກຈາກການຕ້ອງອາບັດຂອງວິໄນສົງ, ເມື່ອເພິ່ນສິກອອກແລ້ວ, ຊາວບ້ານກໍ່ເອີ້ນເພິ່ນວ່າ “ພໍ່ກະດວດ” ຍ້ອນເພິ່ນມີລູກຊາຍຕິດມານຳຊື່ວ່າ: ທ້າວກະດວດ.

ເພິ່ນນໍາພາຕັ້ງຜາມໄຊຫລັງໃຫຍ່ຂຶ້ນເພື່ອເປັນກອງບັນຊາການຢູ່ລະຫວ່າງບ້ານຫນອງ - ເລົ່າຫນາດ -ກະດານ ແລະ ຫນອງກກະດັນຫ່າງຈາກແກ້ງກອກໄປທາງທິດຕາເວັນຕົກສ່ຽງໃຕ້ປະມານ 6 – 7 ກິໂລແມັດ, ກອງປະຊຸມເທື່ອທໍາອິດ ໄດ້ໄຂຂຶ້ນໃນມື້ຂຶ້ນ 3 ຄໍ່າເດືອນ 3 ປີ ສະລຸ ພສ 2444, (ຄສ 1901) ໂດຍພາຍໃຕ້ການເປັນປະທານຂອງພໍ່ກະດວດ, ພາຍຫລັງໄດ້ຮັບຟັງພໍ່ກະດວດກ່າວເຖິງຈຸດປະສົງວ່າ:ຈະດຳເນີນການຕໍ່ສູ້ຝຣັ່ງຜູ້ມາກົດຂີ່ຂົມເຫັງແລ້ວ, ທີ່ປະຊຸມກໍ່ມີຄວາມຫ່າວຫັນແລະເຫັນດີເຫັນພ້ອມຈາກນັ້ນຈຶ່ງໄດ້ຕົກລົງມອບຫມາຍຫນ້າທີ່ຄວາມຮັບຜິດຊອບຄືດັ່ງນີ້: ນາຍອົ້ນຄົນບ້ານ ກະດານໃຫ້ເປັນເຈົ້າອົ້ນຮັບຜິດຊອບກຳລັງພົນ ໂດຍມີອົງຂຽວ, ອົງເທັ້ງຄົນບ້ານ ຫນອງກະດັນ ເປັນຜູ້ຮອງ, ຊ່ວຍຂົນຂວາຍປຸກລະດົມເອົາກຳລັງເຂົ້າມາຕື່ມ, ຕັ້ງທ້າວສີໂຫຄົນບ້ານ ເລົ່າຫນາດ ຄຸມທະຫານມ້າ, ຕັ້ງທ້າວໄຊຍະມຸງຄຸນ ຄົນບ້ານ ນາຄູເປັນພະລາທິການ ແລະ ຮັບຜິດຊອບຄັງແສງ (ເຮັດອາວຸດ, ຫອກ, ຫລາວ, ງ້າວ, ປືນແກັບ, ປືນເພີງ, ປືນສາມໂປ້ງແລະສະສົມສະບຽງອາຫານ)ຍາທ່ານແກ້ວສົມເດັດອິນເປັນຜູ້ເຮັດກະຕຸດຄາຖາແລະ ຊອກຫາເຄື່ອງແຄ້ວຂອງຄົງປະກອບໃຫ້ແກ່ບັນດານັກຮົບ ເພື່ອອິດສະຫລະພາບ, ສ່ວນພໍ່ກະດວດເອງ ເປັນຜູ້ບັນຊາການສູງສຸດ ເຊິ່ງປະກອບດ້ວຍຄະນະເສນາທິການທີ່ມາຈາກພູພຽງບໍລະເວນແລະຝັ່ງຂວາແມ່ນ້ຳຂອງອັນໄດ້ແກ່ ຜູ້ຕາງຫນ້າອົງແກ້ວອົງບຸນຈັນ, ອົງເຫລັກ, ອົງທອງ, ພາກສ່ວນມາຈາກເມືອງຊານຸມານ (ກະດານຄຳໂນ) ກໍ່ມີອົງຈັກກະໂລວິຕຸ ແລະ ອົງລ້ານຊ້າງການລະດົມຂົນຂວາຍກຳລັງພົນ, ການຝຶກແອບວິທີການສູ້ຮົບ ແລະ ການປະກອບອາວຸດດຳເນີນມາໄດ້ປີປາຍ, ພໍຮອດເດືອ6ຂຶ້ນ3 ຄ່ຳ ປີຂານ ພສ 2445 (ວັນທີ 19 ເມສາ ຄສ 1902) ກອງທັບເພື່ອອິດສະຫລະພາບຂອງພໍ່ກະດວດ, ເຊິ່ງມີກຳລັງພົນເກືອບ 3.000 ຄົນ, ມີປືນແກັບ, ປືນເພີງ ແລະ ປືນສາມໂປ້ງລວມແລ້ວ 600 ກະບອກເຫລືອນັ້ນຖືຫອກ ດາບ ແລະ ງ້າວ. ຍ່າງອອກຈາກໂຄກຜາມພຽງຜ່ານໄປເຂົ້າດົງຫນອງກະດັນຕັດໄປໃສ່ບ້ານ ລະໂອງ -ນາຄໍາ,ນາໃຕ້ແລະສົ້ມປ່ອຍ ຮອດຫົວເຊັງໃນມື້ຂຶ້ນ.7.ຄ່ຳເດືອນ.6.ພສ.2445.(ວັນ.ທີ23.ເມສາ.ຄສ.1920)ກອງທັບພໍ່ກະດວດ ກໍ່ໄດ້ບຸກເຂົ້າເຮືອນຮັງຂອງສັດຕູ, ພໍ່ກະດວດ ເຊິ່ງເປັນແມ່ທັບໃຫຍ່ ໄດ້ຂຶ້ນມ້າອອກຫນ້າ, ເຈົ້າອົ້ນຄຸມທະຫານຢູ່ດ້ານຫລັງ, ອົງຂຽວຄຸມຢູ່ດ້ານຂ້າງຂວາ, ອົງເທັ້ງຄຸມຢູ່ຂ້າງຊ້າຍ.

ຝ່າຍສັດຕູມີທະຫານທີ່ມາຈາກອານາມຈໍານວນ3ກອງຮ້ອຍແລະແບ່ງເປັນ2ຈຸ,ຈຸທີ1ມີ2 ກອງຮ້ອຍຕັ້ງປະຈັນບານຢູ່ທາງຫນ້າ,ສ່ວນ1ກອງຮ້ອຍຂວ້າມຫ້ວຍລົງກົງທາງກ້ຳເຫນືອ ລັດໃສ່ດົງດຳດວນຫລອນຕີຕັດຫລັງທະຫານ “ເຈົ້າມີບູນ”.

ເມື່ອຂ້ວາມຫ້ວຍລົງກົງແລ້ວພໍ່ກະດວກລົງຈາກຫັລງມ້າທັງຂົ່ມຄາຖາສ່ວນຕົວວ່າ:ອັດຕີຕັນ ໂຕນະໂມຕັນຕູພະວະຕູຕັນ ໂມນະໂຂຕັນຕິສູດໄດ້ຫົກຫລົບແລ້ວທືບຕີນສາມບາດ, ຈາກນັ້ນທັງຫມົດກໍ່ພາກັນສູດຄາຖາວ່າ: ສາທຸໂມສາ,ທຸສາໂມສາພ້ອມທັງແລ້ນຕະລຸມບອນເຂົ້າຢ່າງບ່ຄິດເຖິງຊິວິດຄິດແຕ່ຄວາມຄຽດແຄ້ນແລະ ຢາກດັບສູນສັດຕູເປັນເດີມພັນ.ການຕໍ່ສູ້ຢ່າງອົງອາດກ້າຫານຂອງນັກຮົບເພື່ອອິດສະຫລະພາບຄັ້ງນັນແມ່ນດຸເດືຶອດ ແຕ່ມັນເປັນການປະລອງຍຸດແບບບໍ່ກ້ຳເກິ່ງທາງດ້ານອາວຸດ ຍຸດໂທປະກອນ, ເນື່ອງຈ່າກວ່າຝ່າຍນຶ່ງມີອາວຸດແບບປະຖົມປະຖານ, ແຕ່ອີກຝ່າຍນຶ່ງພັດມີກຳລັງໄຟທີ່ທັນສະໄຫມແລະທາງສິລະປະຍຸດທະວິທີກໍ່ເຫນືອກວ່າຈຶ່ງເຮັດອີກຝ່າຍນຶ່ງ ມີການລົ້ມຕາຍເປັນຈຳນວນຫລວງຫລາຍ.ເມື່ອສະພາບການຜັນແປໄປໃນທາງລົບໃຫ້ແກ່ຝ່າຍຕົວຄືແນວນັ້ນ, ຜູ້ບັງຄັບບັນຊາຈຶ່ງໄດ້ມີຄຳສັງໃຫ້ນັກຮົບຖອນທັບ ແລະກັນຕີຜ່າວົງປິດລ້ອມຂອງສັດຕູກັບຄືນຖານທີ່ຫມັ່ນແລ້ວໄປຫລົບຢູ່ດົງກວາງໂຕນ (ເຂດເມືອງ ຈຳພອນ)

Cr:https://sites.google.com/site/historysavannaketinlaos/lao-6
Cr:VDO LAODER STUDIO
https://www.youtube.com/watch?v=-o_jcSostdE

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ทำไมต้อง “สถาน”

ทำไมต้อง “สถาน”


“อัฟกานิสถาน ปากีสถาน คีร์กีซสถาน ทิจิกิสถาน คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน”
หลายท่านคงสงสัยมานานแล้วว่าทำไมประเทศเหล่านี้จึงต้องมีคำว่า “สถาน” ต่อท้ายชื่อของประเทศ แต่ การหาคำตอบไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นประเทศที่เกิดขึ้นมาใหม่ โดย 5 ประเทศหลังเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียกลางที่เป็นส่วนหนึ่งของอดีตสหภาพโซเวียต และเพิ่งสถาปนาความสัมพันธ์กับไทยเมื่อปี 2535 ดังนั้น เกร็ดความรู้ของประเทศเหล่านี้จึงไม่มีมากนัก

เนื่องจากการที่ เราคงจะได้ยินชื่อและมีการปฏิสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น เพราะประเทศเอเชียกลางได้ชื่อว่าเป็นแหล่งพลังงานของโลกในอนาคต (คาซัคสถาน เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน) ทั้งประเทศเหล่านี้ยังเป็นประเทศที่มีบทบาทในเวทีการต่างประเทศเพิ่มขึ้น อาทิ คาซัคสถานรับตำแหน่งประธาน OSCE เมื่อเดือนมกราคม 2553 และจะเป็นประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีของ OIC ในปี 2554 ทาจิกิสถานเป็นประธานการประชุมระดับรัฐมนตรี OIC ในเดือนพฤษภาคม ศกนี้ ส่วนอุซเบกิสถานจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารพัฒนาเอเชียในเดือนพฤษภาคม ศกนี้ กลุ่มงานเอเชียกลางขอ ไขข้อข้องใจถึงที่มาของคำว่า “สถาน” ที่ต่อท้ายชื่อประเทศดังกล่าว ดังนี้

คำว่า “สถาน” ( -Stan) เป็น วิภัตติหรือคำเสริมท้าย ( Suffix) แปลว่า สถานที่ของ ( “Place of” ) ในภาษาเปอร์เชีย ซึ่งคล้ายคลึงกับภาษาพาสตุน ภาษาอินโดอารยัน และสันสกฤต ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความหมายในทำนองเดียวกันคือใช้บ่งบอกว่าเป็น “สถานที่”

คำเสริมท้ายนี้ได้ปรากฏอยู่ในชื่อ หรือการเรียกสถานที่ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียกลางและเอเชียใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นกำเนิดของชาวอินโด เช่น คำว่า “golestan” ซึ่งแปลว่า สวนกุหลาบ (place of roses, rose garden) และต่อมาเมื่อกลุ่มคนที่ใช้ภาษาในตระกูลเปอร์เชียก่อตั้งประเทศของตนขึ้น ชื่อประเทศของ กลุ่มคนเหล่านั้นก็จะมีรากศัพท์ทางภาษาที่คล้ายคลึงกันโดยมีพื้นฐานมาจากภาษาในแถบเปอร์เซีย อาทิ

Afghanistan:
อัฟกานิสถาน แปลว่า ดินแดนของชาวอัฟกัน (Land of Afghans) โดยคำว่า Afghans มาจากชื่อของเผ่าภาษาสันสกฤตคือ “Aśvaka (अश्वक)” ซึ่งแปลว่า นักขี่ม้า และเมื่อรวมกับคำเสริมท้ายในภาษาเปอร์เชีย “สถาน (-stan)” ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่าแปลว่าสถานที่ ดังนั้น อัฟกานิสถาน จึงแปลได้ว่า “ดินแดนแห่งนักขี่ม้า”

Kazakhstan:
คาซัคสถาน แปลว่า ดินแดนของชาวคาซัก (Land of Kazakhs) โดยคำว่า Kazakh ไม่มีความหมายที่แน่นอนโดยสามารถแปลได้หลายนัย เช่น อิสระภาพ ความกล้าหาญ กระด้างกระเดื่อง คนเตร็ดเตร่ ส่วนในภาษารัสเซียคำว่า kazak (казак) มีความหมายเหมือนคำว่า “Cossack”ในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่า นักผจญภัย หรือคนรักอิสระ ดังนั้นเมื่อรวมกับคำเสริมท้ายในภาษาเปอร์เซีย “สถาน” (-stan) จึงสามารถแปลชื่อประเทศ คาซัคสถานได้ว่า “ดินแดนแห่งผู้รักอิสระ”

Kyrgyzstan:
คีร์กีซสถาน เกิดจากการผสมคำสามคำคือ “kyrg” ซึ่งแปลว่า 40 “yz” ซึ่งแปลว่า เผ่า และ stan ซึ่งแปลว่า ดินแดน ดังนั้นจึงแปลได้ว่า “ดินแดนแห่ง 40 ชนเผ่า ( Land of forty tribes)” นอกจากนี้คำว่า “kyz” ยังสามารถแปลในอีกความหมายหนึ่งคือ เด็กผู้หญิง (girls) ดังนั้นจึงสามารถแปลความหมายได้อีกความหมายคือ “ดินแดนแห่ง 40 สาวน้อย (Land of forty girls)”

Tajikistan:
ทาจิกิสถาน (Tajikistan) หรือ ชื่อเดิม คือ โทจิกีสเทิน (Tojikiston) แปลว่า ดินแดนของชาวทาจิกส์ (Land of the Tajiks) โดย ประเทศทาจิกีสถานเป็นเพียงประเทศเดียวในสหภาพโซเวียตซึ่งพูดภาษาเปอร์เซียและประวัติศาสตร์ของชาติสามารถสืบย้อนไปถึงสมัยจักวรรคิเปอร์เซีย โดยรากศัพท์ของ “toj” ซึ่งมาจากภาษาเปอร์เซียมีความหมายว่า “มงกุฏ, เกียรติ (crown)” ต่อมาในสมัยของสหภาพโซเวียต “toj” ก็ได้แผลงเป็น “tojik” ดังนั้น “Tajikistan” จึงแปลได้ว่า “ดินแดนแห่งผู้คนมีเกียรติ (Place where people have crowns)” แต่ยังมีรากศัพท์ที่น่าจะเป็นไปได้อีกแนวทางหนึ่งคือในธิเบตมีคำว่า Tag Dzig ซึ่งออกเสียงว่า ทาจิส (Tajik) โดยเป็นคำที่ชาวธิเบตใช้เรียกชาวเปอร์เซีย แต่ในภาษาธิเบตคำดังกล่าวมีความหมายคือ เสือ-เสือดาว นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่ตำนานธิเบตส่วนใหญ่เกี่ยวกับเพื่อนบ้านชาวตะวันตกจะมีลักษณะเป็นเสือ หรือเสือดาว

Turkmenistan:
เติร์กเมนิสถาน มาจากส่วนประกอบของคำคือ Turkmen และคำเสริมท้ายคือ “สถาน (-stan)” ดังนั้น Turkmenistan จึงสามารถแปลได้ว่า “ดินแดนของชาวเติร์กเมนส์ ( Land of the Turkmen people)”

Uzbekistan:
อุซเบกิสถาน มาจากส่วนประกอบของคำ 3 คำคือ “uz” ซึ่งแปลว่า ตนเอง “bek” ซึ่งแปลว่า ผู้บังคับการ, หัวหน้า ในภาษาของชาว Sogdian ต้นตระกูลของชาวอิหร่าน และ “stan” ในภาษาเปอร์เซีย ดังนั้น Uzbekistan จึงมีความหมายว่า “ดินแดนแห่งผู้ปกครองตนเอง (Land of the Self Masters) ”

Pakistan:
ปากีสถาน มาจากคำสองส่วนคือ “Paki” ซึ่งแปลว่าบริสุทธิ์ ( the pure ) มีที่มาจากภาษาอูรดู และ “stan” ในภาษาเปอร์เซีย ดังนั้น ปากีสถาน (Pakistan) จึงมีความหมายว่า “ดินแดนของผู้บริสุทธิ์” ดังนั้นคำว่า “สถาน” ในชื่อประเทศของหลายๆประเทศ จึงมีความหมายในเชิงบ่งบอกความเป็น สถานที่ เหมือนๆกัน จึงสามารถชี้ให้เห็นถึงความเป็นมาวัฒนธรรมของชาติเหล่านั้นว่า เคยมีประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกันมาก่อน แม้ปัจจุบันชาติบางชาติจะมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตนเองก็ตาม

อ้างถึง: ข้อมูลจาก Wikipedia

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ประวัติศาสตร์ชาติลาว 2 อาณานิคมของฝรั่งเศส

ประวัติศาสตร์ชาติลาว (2)
อาณานิคมของฝรั่งเศส

อาณานิคมของฝรั่งเศส (1893-1954)
ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่อังกฤษและฝรั่งเศสก้าวขึ้นเป็นเจ้าอาณานิคม ออกล่าเมืองขึ้นทั่วโลก ในเอเชีย อังกฤษใช้กำลังยึดเอาประเทศอินเดีย พม่า อินโดนีเซีย มลายู สิงคโปร์ และแผ่อิทธิพลเข้าสยาม ส่วนฝรั่งเศสเข้ายึดเขตตะวันออกของภาคใต้เวียดนามในปี 1862 และกัมพูชาในปี 1863

ปี 1866 ฝรั่งเศสส่งคณะนำโดย Doudart de Lagree และ Francis Garnier สำรวจลำน้ำโขงขึ้นไปถึงประเทศจีน
ปี 1887 ภายหลังยึดดินแดนประเทศเวียดนามและกัมพูชาได้ทั้งหมดแล้ว ฝรั่งเศสแต่งตั้ง Auguste Pavie เป็นกงสุลประจำราชวังหลวงพระบาง เตรียมการยึดครองลาวที่เป็นประเทศราชของสยาม พร้อมกันนั้น ฝรั่งเศสก็ได้ยุยงพวกฮ่อธงดำธงแดงก่อความวุ่นวายขึ้นในเขตสิบสองจุไท แล้วฉวยโอกาสส่งกองทหารของตนยึดครองเขตนั้นโดยอ้างว่า 'ปราบฮ่อ' พวกฮ่อได้ปล้นสะดมลงมาทางแขวงหัวพันและเชียงขวาง จนวันที่ 10 มิถุนายน 1887 เข้าปล้นสะดมนครหลวงพระบาง Pavie ฉวยโอกาสพาเจ้าอุ่นคำพร้อมวงศานุวงศ์ลงเรือไปลี้ภัยอยู่แก้งหลวง เขตเมืองปากลาย สร้างความนิยมให้ตนเอง ฝ่ายพวกฮ่อธงดำธงแดงได้ปล้นสะดมต่อลงมาทางเวียงจันทน์ ทำลายธาตุหลวง ธาตุดำ เพื่อค้นหาสมบัติ ในเวลานั้นฝ่ายสยามส่งกองทหารภายใต้การบัญชาของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ขึ้นไปปราบฮ่อ ฝ่ายฝรั่งเศสก็ขนทหารของตนเข้าไปในลาวเช่นกัน โดยแบ่งเป็น 3 ปีก ปีกหนึ่งจากกัมพูชาผ่านเมืองเชียงแตงตีเอาจำปาสัก ปีกสองเข้าทางกิ่งลาวบาวข้ามชายแดนภูหลวงตีเอาสะหวันนะเขต และปีกสามจากดงเฮียตีเอาคำม่วน

แม้อาณาจักรลาวล้านช้างตกเป็นเมืองขึ้นของสยามตั้งแต่ 1779 แต่มีบางเขตเช่น เมืองพวน ภาคตะวันออกของแขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขต ตกอยู่ในอิทธิพลของเวียดนาม เมื่อฝรั่งเศสยึดเอาประเทศเวียดนามแล้ว จึงถือว่าประเทศลาวต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของตนเช่นเดียวกัน เมื่อเป็นดังนั้น จึงเกิดการขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับสยาม ทั้งสองฝ่ายต่างขนกองทหารเข้าไปในลาวเพื่อรักษาเมืองขึ้นของตนไว้ และเกิดการปะทะกันในเดือนกรกฎาคม 1893 (พ.ศ. 2436) ที่บ้านแก้งเจ็ก แขวงคำม่วน ทหารฝรั่งเศสล้มตายจำนวนหนึ่ง ฝรั่งเศสจึงยื่นบันทึกเกี่ยวกับกรณีพิพาทบ้านแก้งเจ็ก ขู่บังคับให้สยามชดใช้ค่าหัวทหารฝรั่งเศสที่ตาย ให้สยามถอนทหารออกจากลาวภายใน 48 ชั่วโมง และให้ยกดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงแก่ฝรั่งเศส หาไม่ ฝรั่งเศสจะส่งเรือรบยิงถล่มกรุงเทพฯ เมื่อสยามไม่ตอบสนองคำขู่ ฝรั่งเศสจึงส่งเรือรบเข้าอ่าวไทยจนถึงปากน้ำเจ้าพระยา เกิดการยิงต่อสู้กัน เรือรบฝรั่งเศสสามารถฝ่าแนวป้องกันของสยามเข้าไปถึงกรุงเทพฯ หันปากกระบอกปืนเข้าหาพระบรมมหาราชวัง วันที่ 3 ตุลาคม 1893 (พ.ศ. 2436) รัชกาลที่ 5 ต้องเซ็นสัญญายกดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้เรียกว่า 'วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112'

ต่อมาสยามต้องยกดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสในปี 1904 (พ.ศ. 2447) และปี 1907 (พ.ศ. 2450)

ประเทศลาวเปลี่ยนจากประเทศราชของสยามเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสแบ่งแยกดินแดนอินโดจีนที่ตนยึดไว้ออกเป็น 5 แคว้น ได้แก่ เวียดนามถูกตัดเป็น 3 แคว้น คือ ภาคเหนือเรียกว่า Tonkin มีเมืองหลวงอยู่ Hanoi ภาคกลางเรียกว่า Annam มีเมืองหลวงอยู่ Hue และภาคใต้เรียกว่า Cochinchina มีเมืองหลวงอยู่ Saigon ส่วนกัมพูชาและลาว จัดเป็นอีก 2 แคว้น ทั้ง 5 แคว้นนี้มีผู้สำเร็จราชการใหญ่เป็นผู้ปกครอง สำนักงานใหญ่อยู่ Hanoi ขึ้นกับกระทรวงอาณานิคมของฝรั่งเศสที่ปารีสโดยตรง แต่ละแคว้นมีผู้สำเร็จราชการ กองทหาร ตำรวจ และตุลาการ เป็นเครื่องมือเผด็จการ และเพื่อปราบปรามพวกรักชาติต่อต้าน ฝรั่งเศสได้สร้างคุกที่เกาะกวนดาว นอกชายฝั่งทะเลเวียดนาม สำหรับคุมขังนักโทษการเมือง

ในลาว ฝรั่งเศสแบ่งการปกครองเป็น 2 ส่วนต่างกันคือ 'ประเทศลาวในอารักขา' และ 'ประเทศลาวเมืองขึ้น' ประเทศลาวในอารักขาได้แก่อาณาจักรหลวงพระบาง มีเจ้ามหาชีวิตเป็นประมุขและมีรัฐบาลที่มีชื่อว่า 'หอสนามหลวง' บริหารประเทศภายใต้การควบคุมของข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสประจำราชสำนัก ส่วนประเทศลาวเมืองขึ้น ขึ้นกับผู้สำเร็จราชการใหญ่ประจำอินโดจีนที่ Hanoi ในเวลานั้นประเทศลาวแบ่งออกเป็น 10 แขวง แต่ละแขวงมีคนฝรั่งเศสเป็นเจ้าแขวงเรียกว่า commissaire เลือกชนชั้นศักดินาจำนวนหนึ่งมาประกอบเป็นสภาท้องถิ่น

เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสมิได้ตั้งใจให้คนลาวได้รับประโยชน์จากการพัฒนาใดๆ การยึดครองเพียงเพื่อกอบโกยทรัพยากร อาทิ ตะกั่ว ไม้สัก ครั่ง ด้านกสิกรรม ได้จับจองดินดอนที่อุดมสมบูรณ์ เช่น ภูเพียงบอละเวนที่คลุมเนื้อที่ 20,000 เฮกตาร์ เป็นแหล่งปลูกพืชอุตสาหกรรม ได้แก่ กาแฟ ชา เป็นต้น บรรดาตัวเมืองที่มีคนฝรั่งเศสอยู่ จึงมีการสร้างโรงไฟฟ้า น้ำประปาไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อใช้กันเอง นอกจากนี้ ยังบังคับเกณฑ์แรงงานชาวลาวในการสร้างทางอย่างน้อยคนละ 60 วัน ไม่มีค่าจ้าง ไม่มีอาหารให้ ยิ่งกว่านั้น ประชาชนยังต้องเสียส่วย ทั้งส่วยค่าหัว ส่วยแรงงาน เสียค่าหัวสัตว์ที่ครอบครอง ช้าง ม้า วัว ควาย ด้านวัฒนธรรมและสังคม การศึกษาเป็นแบบเมืองขึ้น ให้เรียนเป็นภาษาฝรั่งเศส ไม่ให้ความสนใจกับภาษาลาว งบประมาณการศึกษามีเพียงเล็กน้อย ทั้งประเทศมีโรงเรียนเพียง 2 หลัง หลังหนึ่งอยู่หลวงพระบาง อีกหลังหนึ่งอยู่เวียงจันทน์ ด้านสุขภาพ มีโรงพยาบาลใหญ่เพียงแห่งเดียวที่เวียงจันทน์ และโรงพยาบาลขนาดเล็ก 4 แห่ง อยู่หลวงพระบาง ท่าแขก ปากเซ และสะหวันนะเขต ซ้ำโรงพยาบาลรับใช้เฉพาะพวกฝรั่งเศสและศักดินา ส่วนชาวลาวทั่วไปเข้าไม่ถึงบริการ

การล่าเมืองขึ้น ยึดเอาแผ่นดินลาว แบ่งแยก ปราบปราม เก็บเกณฑ์ และกดขี่ขูดรีดประชาชนลาวอย่างโหดเหี้ยมของฝรั่งเศส ผลักดันให้คนลาวที่มีใจรักชาติรักความเป็นเอกราช ไม่ยอมจำนน ได้ลุกขึ้นจับอาวุธต่อสู้ ขบวนที่เด่นได้แก่

ขบวนต่อสู้ของพ่อกะดวด (1901-1903) พ่อกะดวดเป็นลาวเทิง อยู่บ้านคันทะจาน เมืองคันทะบุรี แขวงสะหวันนะเขต ได้รวบรวมกำลังผู้ต่อต้านฝรั่งเศสขึ้นที่บ้านโพนสีดา เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขต เข้าโจมตีค่ายทหารที่เมืองสองคอน ต่อมาเข้าปิดล้อมเมืองสะหวันนะเขต หากกองทหารฝรั่งเศสมีกำลังและอาวุธเหนือกว่า กำลังของพ่อกะดวดจึงต้องล่าถอยและถูกกวาดล้าง ที่สุดพ่อกะดวดถูกจับได้และถูกทุบตีทรมานจนถึงแก่ความตาย

ขบวนต่อสู้ขององค์แก้ว และองค์กมมะดำ (1901-1937) เคียงคู่กับขบวนต่อสู้ทางแขวงสะหวันนะเขตของพ่อกะดวด ทางภาคใต้ของลาว จากภูหลวงชายแดนเวียดนามถึงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง เขตอุบลราชธานี ขบวนต่อสู้ภายใต้การนำขององค์แก้ว รวบรวมลาวเทิงเผ่าต่างๆ เขตที่มั่นภูเพียงบอละเวน เข้าต่อสู้กับฝรั่งเศสในลักษณะกองโจร ฝ่ายฝรั่งเศสไม่สามารถปราบปรามได้ จนปี 1907 จึงใช้อุบายไกล่เกลี่ย ให้เจ้าราชสะดาไน (พ่อเจ้าบุญอุ้ม) เชิญองค์แก้วมาเจรจากับฟรังเดอแล ผู้แทนฝรั่งเศส ที่วัดร้างกลางเมืองสาละวัน ขณะเจรจานั้น ฟรังเดอแลชักปืนยิงองค์แก้วเสียชีวิต หลังองค์แก้วถูกสังหาร องค์กมมะดำได้นำขบวนต่อสู้แทนและสามารถขยายวงเข้มแข็งยิ่งขึ้น ต้นปี 1936 ฝรั่งเศสระดมกำลังจากเขตต่างๆ ทั้งอินโดจีนเข้าตีเขตภูเพียงบอละเวน ในที่สุดองค์กมมะดำเสียชีวิตในการรบกลางที่มั่นภูหลวง ทำให้ขบวนต่อสู้ทางภาคใต้ของลาวสูญสลายไป

ขบวนต่อสู้ของเจ้าฟ้าปาไจ (1918-1922) ทางภาคเหนือก็เกิดขบวนต่อสู้ของลาวสูงโดยการนำของเจ้าฟ้าปาไจ เริ่มที่เมืองซ่อน แขวงหัวพัน แล้วลามไปยังแขวงเชียงขวาง แขวงหลวงพระบาง และภาคตะวันตกตอนเหนือของเวียดนาม การเคลื่อนไหวแบบกระจายอยู่ทุกแห่งของขบวนต่อสู้ทำให้ฝรั่งเศสไม่อาจเอาชนะได้ ฝรั่งเศสจึงใช้วิธีส่งสายเพื่อลอบสังหารเจ้าฟ้าปาไจ ในที่สุดเจ้าฟ้าปาไจก็ถูกลอบสังหารที่เมืองเหิบ แขวงหลวงพระบาง เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1922 ขบวนต่อสู้ของเจ้าฟ้าปาไจก็ค่อยสูญสลายไป

การต่อสู้ของประชาชนลาวหลายขบวนดังกล่าวแสดงให้เห็นจิตใจองอาจกล้าหาญ ไม่ยอมจำนนศัตรู แต่สุดท้ายขบวนต่างๆ ก็ถูกทำลายหมด ด้วยการต่อสู้ของประชาชนล้วนแต่เกิดขึ้นเอง ขาดการนำ ขาดการประสานร่วมมือกัน และขาดอาวุธ

ปี 1930 Ho Chi Minh ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และต่อมาเปลี่ยนเป็นพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ด้วยเห็นว่าการปฏิวัติเวียดนามไม่อาจแยกออกจากการปฏิวัติลาวและกัมพูชาได้ พร้อมกันนั้นได้สร้างแนวร่วมขึ้น ชื่อว่า 'สมาคมสัมพันธ์อินโดจีนต้านฝรั่งเศส'

ปี 1934 ในลาว มีการจัดตั้ง 'คณะพรรคแคว้นลาว' เพื่อนำการต่อสู้ เมื่อขบวนเติบใหญ่ขยายตัว จึงเปลี่ยนชื่อเป็น 'ขบวนลาวอิสระ' ต่อมาเปลี่ยนเป็น 'แนวลาวอิสระ' ในปี 1950 และ 'แนวลาวรักชาติ' ในปี 1956

ลัทธิล่าอาณานิคมพลิกผัน สถานการณ์โลกเปลี่ยน เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (1939-1945)...

มิถุนายน 1940 กองทัพเยอรมนีบุกเข้าฝรั่งเศสและยึดกรุงปารีสได้ ฝรั่งเศสต้องจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น

ในเอเชีย ญี่ปุ่นเปิดแนวรบใหญ่ ขยายอิทธิพล โดยอ้างว่าเพื่อสร้าง 'วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา' ยกทัพเข้าอินโดจีน ผลักดันให้ไทยในฐานะพันธมิตรขยาย 'ลัทธิชาติไทยใหญ่' บังคับให้ฝรั่งเศสยกดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงของลาว และแขวงพระตะบอง เสียมเรียบ ศรีโสภณของกัมพูชาให้ไทย เมื่อกำลังของฝรั่งเศสในอินโดจีนอ่อนลงสุดขีด ญี่ปุ่นจึงใช้กำลังยึดอินโดจีนทั้งหมด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1945

นับแต่กลางปี 1945 สถานการณ์สงครามพลิกกลับ ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในทุกสมรภูมิ วันที่ 6 สิงหาคม 1945 Hiroshima ถูกทำลายราบด้วยระเบิดปรมาณู ตามด้วย Nagasaki ในวันที่ 9 สิงหาคม 1945 ที่สุดจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้ในวันที่ 14 สิงหาคม 1945

วันที่ 12 ตุลาคม 1945 เจ้าเพชราช ผู้นำรัฐบาลลาวอิสระ ประกาศเอกราชไม่ยอมเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ณ นครหลวงเวียงจันทน์ ต่อหน้าประชาชนลาว

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง กองทหารอังกฤษและทหารจีนเจียงไคเช็คได้รับหน้าที่จากกำลังสัมพันธมิตรปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในอินโดจีนตาม Potsdam Agreements กองทหารอังกฤษได้เข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นนับแต่เส้นขนานที่ 16 ลงไป ส่วนทหารจีนเจียงไคเช็คนับแต่เส้นขนานที่ 16 ขึ้นไป ขณะนั้นฝรั่งเศสฉวยโอกาสขนกองทหารของตนเข้าลาวทางภาคเหนือ โดยตกลงทำสัญญาลับกับทหารจีนเจียงไคเช็ค และขนทหารคอมมานโดโดดร่มลงเขตโพนสวรรค์ ทางภาคใต้ฝรั่งเศสขนทหารตั้งที่ปากเซโดยการร่วมมือของเจ้าบุญอุ้ม รัฐบาลลาวอิสระเตรียมกำลังต่อต้านฝรั่งเศส แต่เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์แห่งหลวงพระบางไม่เห็นชอบ ด้วยยังอยากอยู่ใต้อารักขาของฝรั่งเศส จึงสั่งปลดเจ้าเพชราชออกจากตำแหน่งมหาอุปราช เพื่อเป็นการตอบโต้คำสั่งเจ้าศรีสว่างวงศ์ รัฐบาลลาวอิสระได้เปิดสภาประชาชน สั่งปลดเจ้าชีวิตออกจากราชบัลลังก์และประกาศไม่รับรู้สัญญาลาว-ฝรั่งเศสที่ได้เซ็นกันมา ในหลวงพระบาง ประชาชนได้ใช้กำลังปิดล้อมและบังคับให้เจ้าชีวิตอยู่ในบริเวณราชวัง และกักขังนายทหารตัวแทนฝรั่งเศสที่มาเจรจากับเจ้าชีวิต

ต้นปี 1946 ฝรั่งเศสส่งกองทหารบุกโจมตีลาวทุกๆ ด้านขนานใหญ่ ทางภาคเหนือยึดเอาแขวงพงสาลี แขวงเชียงขวาง ทางภาคใต้โดยความร่วมมือของเจ้าบุญอุ้ม ยึดเอาภูเพียงบอละเวน และต่อมาตียึดได้สะหวันนะเขต ตามด้วยท่าแขก เวียงจันทน์ และหลวงพระบาง ในที่สุดฝรั่งเศสก็ยึดเอาลาวกลับคืนเป็นอาณานิคมได้อีกครั้ง

ปี 1949 ฝรั่งเศสแต่งตั้งเจ้าบุญอุ้มเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมารัฐบาลเจ้าบุญอุ้มเซ็นสัญญาร่วมฝรั่งเศส-ลาว เพื่อมอบ 'เอกราชในเครือสหพันธ์ฝรั่งเศส' แก่ลาว

ฝ่ายลาวอิสระได้เคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธอยู่ทางภาคตะวันออก ตั้งแต่แขวงหัวพันถึงสาละวัน อัตตะปือ แต่ขบวนลาวอิสระพลัดถิ่นกลับเกิดการขัดแย้งกัน พวกหนึ่งนำโดยกระต่าย อุ่น ชะนะนิกอน เห็นควรให้ยุบขบวนการลาวอิสระและเข้าร่วมมือกับฝรั่งเศส อีกพวกมีเจ้าสุภานุวงศ์เป็นหัวหน้า เห็นว่าต้องต่อสู้จนถึงขั้นแย่งเอาชัยชนะอย่างสมบูรณ์ เจ้าสุภานุวงศ์ กับพูมี วงวิจิด นำกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตามชายแดนลาว-ไทย ในเขตเมืองเชียงฮ่อน เชียงลม แขวงไชยบุรี ส่วนสิงกะโปเคลื่อนไหวอยู่แขวงคำม่วนและสะหวันนะเขต ต่อมาผู้นำแต่ละขบวนได้รวมตัวกันจัดตั้ง 'แนวลาวอิสระ' เพื่อเอกภาพในการต่อสู้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1950 และจัดตั้ง 'รัฐบาลลาวต่อต้าน' โดยมีเจ้าสุภานุวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี แนวลาวอิสระต่อสู้กับพวกฝรั่งเศสด้วยกำลังอาวุธ ส่วนรัฐบาลลาวต่อต้านดำเนินงานทางการเมืองระหว่างประเทศ ในห้วงเวลาที่ระบอบสังคมนิยมขยายตัวอย่างมากทั้งในยุโรป เอเชีย และแอฟริกาเหนือ

ฤดูหนาวปี 1953 ถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1954 ฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำในทุกสมรภูมิอินโดจีน แนวลาวอิสระทยอยยึดได้ส่วนใหญ่ของแขวงคำม่วน บางส่วนของแขวงสะหวันนะเขต แขวงหัวพัน ภูเพียงบอละเวน แขวงอัตตะปือ แขวงสาละวัน แขวงพงสาลี และแขวงหลวงพระบาง

ในเวียดนาม วันที่ 7 พฤษภาคม 1954 นายพล Vo Nguyen Giap นำกำลังทหาร Viet Minh 55,000 นาย โจมตีที่มั่นสุดท้ายของฝรั่งเศสซึ่งเหลือกำลังพล 16,000 นาย ที่ Dien Bien Phu ภายหลังปิดล้อมอยู่ 55 วัน การรบนองเลือดเบ็ดเสร็จ ฝรั่งเศสต้องยอมจำนน ปิดฉากการเป็นเจ้าอาณานิคมอินโดจีนที่ดำรงมากว่า 100 ปี และนำสู่การเจรจาสันติภาพที่ Geneva ในวันรุ่งขึ้น (8 พฤษภาคม 1954) นัยเพื่อการถอยออกจากอินโดจีน 'อย่างมีเกียรติ' ของฝรั่งเศส

การเจรจาที่ Geneva เป็นไปอย่างเคร่งเครียด กินเวลาถึง 75 วัน ที่สุด Geneva Accords จึงได้ลงนามกันในวันที่ 20 กรกฎาคม 1954

สาระสำคัญของ Geneva Accords ต่อลาว ได้แก่ การหยุดยิงและการถอนทหารต่างด้าวออกจากลาว การห้ามไม่ให้กองทหารต่างด้าวใดๆ แทรกซึม และห้ามนำอาวุธยุทธภัณฑ์เข้าไปในประเทศลาว การแยกกำลังและกำหนดที่ตั้งของกองทหารลาวแต่ละฝ่ายระหว่างรอการรวมประเทศ การจัดการเกี่ยวกับเชลยศึก และการตั้งกรรมการตรวจตราสากล

Winston S. Churchill นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร บันทึกไว้ว่า วันหนึ่งในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt แห่งสหรัฐอเมริกา เปรยว่า เขากำลังสอบถามความเห็นจากสาธารณะ ถึงชื่อเรียกสงครามที่กำลังจะสิ้นสุดนี้ Churchill โพล่งออกมาทันทีว่า 'The Unnecessary War'

กงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนไป สำแดงให้เห็นว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนวิถีการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกที่ดำรงต่อเนื่องมากว่าศตวรรษต้องยุติลง การสู้รบกันเองระหว่างเจ้าอาณานิคมในแผ่นดินแม่ของตน นำมาซึ่งความย่อยยับและลดทอนอำนาจเดิมของทั้งสองฝ่าย จนที่สุดจำต้องทยอยคายอาณานิคมที่ตนใช้กำลังอธรรมยึดไว้ในอีกซีกโลก สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเป็น 'The Utmost Necessary War' ต่อการปลดแอกอาณานิคมจากชาติตะวันตก

ข้อมูลค้นจาก
สมชาย นิลอาธิ (ถอดความ). ประวัติศาสตร์ฉบับกระทรวงศึกษาธิการฯ ลาว. สำนักพิมพ์มติชน. 2545.

wikipedia.org
Churchill, WS. The Second World War. Pimlico. 2002.
Vietnam. National Geographic Traveler. 2006.
Cr: http://mtreeanun.blogspot.com/

ประวัติศาสตร์ชาติลาว 1

 ประวัติศาสตร์ชาติลาว 
 ประเทศราชของสยาม


ASEAN Society of Pediatric Surgery (ASPS) เป็นการรวมกลุ่มของกุมารศัลยแพทย์ 10 ประเทศอาเซียน ริเริ่มโดยมาเลเซีย เมื่อปี 2006 เพื่อให้เกิดเครือข่าย แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ระหว่างกุมารศัลยแพทย์ในภูมิภาค และหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการปีละครั้ง
ปีนี้ 2015 ครบรอบปีที่สิบ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นเจ้าภาพ กำหนดจัดประชุมที่นครหลวงเวียงจันทน์ วันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2015

ลาวเป็นจุดหมายที่ชวนให้ไปเยือน...
บางกอกแอร์บินจากสุวรรณภูมิ 9.45 น. เราไปกัน 5 คน กับมีหมอวุ่น ศิษย์เก่า ซึ่งตอนนี้เป็นหัวหน้าหน่วยกุมารศัลยกรรม โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ไปพร้อมกัน รวมเป็น 6 คน เพียง 1.15 ชั่วโมง ก็ถึงเวียงจันทน์
จากสนามบินวัดไต เหมารถตู้ ไป Mercure Hotel ถนนสามแสนไท ที่พักและสถานที่จัดประชุม ระยะทางราว 8 กิโลเมตร ใช้เวลา 20 นาที
ที่ชายคาหน้าโรงแรม แขวนป้ายสีฟ้าสดใส ตัวหนังสือสีขาว แสดงความต้อนรับ แต่ไม่ใช่สำหรับคณะ ASPS หากแสดงความต้อนรับผู้แทนระดับสูงจากคณะกรรมการกลาง Socialist Youth League ของ 'ท่านผู้นำตลอดกาล' Kim Il Sung (1912-1994) แห่งเกาหลีเหนือ ที่มาเยือนลาว ระหว่าง 24-27 พฤศจิกายน 2015...

'น้ำใจ วันชาติที่ 2 ธันวา มั่นยืน'
ป้ายผ้าสีแดง ตัวหนังสือสีขาว ข้อความอ่านเป็นภาษาไทยได้ดังข้างต้น ประดับทั่วนครหลวง เตรียมฉลองครบรอบ 40 ปี วันชาติ 2 ธันวาคม 1975 วันที่พรรคปฏิวัติประชาชนลาว นำโดย ท่านไกสอน พมวิหาน ล้มล้างระบอบราชาธิปไตย และสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว...

ประวัติศาสตร์ชาติลาวย้อนไปแต่ครั้งอาณาจักรล้านช้าง (1353-1707) กษัตริย์ที่สำคัญ ได้แก่
เจ้าฟ้างุ้ม (1316-1374) กษัตริย์องค์แรก เป็นผู้สถาปนาอาณาจักรล้านช้าง ตั้งเมืองหลวงที่หลวงพระบาง ครองราชย์ 1353-1373
เจ้าไชยเชษฐาธิราช (1534-1572) เป็นโอรสของเจ้าโพธิสะราชแห่งล้านช้าง กับเจ้านางยอดคำทิพย์ ธิดาเจ้าเกศเกล้าแห่งอาณาจักรล้านนา ปี 1546 เจ้าเกศเกล้าสิ้นพระชนม์ และไม่มีโอรส ล้านนาจึงอัญเชิญเจ้าไชยเชษฐาธิราช ขึ้นเป็นกษัตริย์ ต่อมาปี 1547 เจ้าโพธิสะราชแห่งล้านช้างสิ้นพระชนม์ เกิดการแย่งชิงอำนาจ เจ้าไชยเชษฐาธิราชจึงยกกำลังไปหลวงพระบาง พร้อมอัญเชิญพระแก้วมรกตจากล้านนาไปด้วย พระองค์ยึดอำนาจอาณาจักรล้านช้างสำเร็จ ขึ้นครองราชย์ปี 1548 ผนวกอาณาจักรล้านนาและล้านช้างเข้าด้วยกัน จนกระทั่งปี 1560 เจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบาง มาสร้างเมืองหลวงใหม่ที่เวียงจันทน์ และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน ณ เมืองเวียงจันทน์ การย้ายเมืองหลวงนี้ก็เพื่อให้สามารถตั้งรับการศึกกับพม่าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ทำสัญญาไมตรีกับพระมหาจักรพรรดิ์แห่งอาณาจักรอยุธยา โดยร่วมกันสร้างพระธาตุศรีสองรักขึ้นที่ริมแม่น้ำหมันอันเป็นเขตแดนระหว่างอาณาจักรทั้งสอง (ปัจจุบัน พระธาตุศรีสองรักอยู่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย) พร้อมจารึกศิลา ด้านหนึ่งเป็นอักษรธรรมล้านช้าง อีกด้านเป็นอักษรขอม เนื้อความว่า 'จวบจนภายหน้า อย่าได้รุกล้ำครอบครองดินแดนของกัน อย่าได้ละโมบโป้ปดต่อกัน ตราบชั่วสุริยะจันทรายังคงลับขอบฟ้า ณ ที่นี้' (จารึกศิลานี้ถูก Auguste Pavie กงสุลฝรั่งเศสประจำราชวังหลวงพระบางขนย้ายไปยังเวียงจันทน์เมื่อปี 1906 ภายหลังฝรั่งเศสผนวกด่านซ้ายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมลาวของตน จารึกศิลาแตกชำรุดเป็น 4 ชิ้น บางส่วนหายไป ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอพระแก้ว เวียงจันทน์) ตลอดรัชสมัย พระองค์สามารถต้านทานการรุกรานจากเจ้าบุเรงนองแห่งพม่าได้อย่างเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม เจ้าไชยเชษฐาธิราชถูกปลงพระชนม์ในปี 1572 โอรสคือเจ้าน้อยหน่อเมืองแก้วโกเมน ยังเป็นเด็ก จึงเกิดการแย่งชิงอำนาจอย่างวุ่นวาย อาณาจักรล้านช้างระส่ำระสาย อ่อนแอลง จนที่สุดเสียเมืองแก่เจ้าบุเรงนองแห่งพม่าในปี 1574 และเจ้าน้อยหน่อเมืองแก้วโกเมนถูกนำไปพม่าในฐานะตัวประกัน
ล้านช้างตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่ 18 ปี จนสมัยเจ้านันทบุเรงแห่งพม่า จึงยินยอมแต่งตั้งเจ้าน้อยหน่อเมืองแก้วโกเมนเป็นเจ้าครองเวียงจันทน์ในฐานะประเทศราช ปี 1593 เจ้าน้อยหน่อเมืองแก้วโกเมนประกาศเอกราช และต้องเผชิญการศึกกับพม่าตลอดรัชสมัย
เจ้าสุริยวงศา ครองราชย์ 1637-1694 ยาวนานถึง 57 ปี สร้าง 'ยุคทอง' แห่งอาณาจักรล้านช้าง พระองค์มีสัมพันธไมตรีอันดีกับพระนารายณ์แห่งอาณาจักรอยุธยา ความมั่งคั่งของล้านช้างถูกนำไปทำนุบำรุงศาสนาเป็นหลัก แต่ละเลยด้านอื่นๆ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี 1694 โดยไม่มีรัชทายาท ล้านช้างจึงระส่ำระสายอย่างหนัก การแย่งชิงอำนาจนำไปสู่การแตกแยกเป็นอาณาจักรย่อย ได้แก่ อาณาจักรหลวงพระบาง และอาณาจักรเวียงจันทน์ในปี 1707 และอาณาจักรจำปาสักในปี 1713 ถือเป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรล้านช้าง
ช่วงทศวรรษ 1760 และ 1770 พม่ากับอยุธยาทำสงครามกันต่อเนื่อง คู่ศึกทั้งสองต่างต้องสร้างพันธมิตรกับอาณาจักรหลวงพระบางและอาณาจักรเวียงจันทน์ หากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ทำให้หลวงพระบางและเวียงจันทน์จำต้องถือหางคู่ศึกคนละฝ่าย จึงยิ่งนำความแตกแยกระหว่างอาณาจักรย่อยทั้งสอง

ประเทศราชของสยาม (1779-1893)
ภายหลังกู้เอกราชจากพม่าได้สำเร็จ และตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว ในปี 1779 (พ.ศ. 2322) พระเจ้าตากได้ส่งกองทัพ โดยมีเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพ เจ้าพระยาสุรสีห์เป็นรองแม่ทัพ ไปตีจำปาสักและเวียงจันทน์แตก กับบังคับให้หลวงพระบางสวามิภักดิ์ (หลวงพระบางส่งกำลังร่วมกับกองทัพพระเจ้าตากปิดล้อมเวียงจันทน์) อาณาจักรย่อยทั้งสามจึงตกเป็นประเทศราชของสยาม โอรส ธิดา ของเจ้าแห่งอาณาจักรทั้งสามถูกนำกลับกรุงธนบุรีในฐานะตัวประกัน พลเมืองลาวถูกกวาดต้อนเข้ามายังสระบุรีและบริเวณที่ราบสูงโคราชเพื่อใช้เป็นแรงงาน พระแก้วมรกตและพระบาง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ถูกยึดจากเวียงจันทน์นำกลับกรุงธนบุรี ตอกย้ำการสูญเสียเอกราชโดยสิ้นเชิงของเวียงจันทน์
ปี 1782 (พ.ศ. 2325) พระเจ้าตากถูกยึดอำนาจและสำเร็จโทษ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 ทรงจัดการปกครองประเทศราชใหม่ ผนวกหัวเมืองที่ราบสูงโคราชที่แต่เดิมขึ้นกับลาวให้ขึ้นตรงต่อสยาม เมื่อปี 1778 (พ.ศ. 2321) มีเพียงนครราชสีมาที่ขึ้นตรงต่อสยาม แต่เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 1 ศรีสะเกษ อุบล ร้อยเอ็ด ยโสธร ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ล้วนส่งบรรณาการตรงต่อกรุงเทพฯ แรงงานเชลยลาวที่กวาดต้อนมาเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง การเพิ่มผลผลิตและประชากรบนที่ราบสูงโคราชยังประโยชน์แก่สยามทั้งเชิงทรัพยากรและความมั่นคง
ปี 1780 (พ.ศ. 2323) เจ้าสิริบุญสาร แห่งเวียงจันทน์สิ้นพระชนม์ ขณะนั้นโอรสทั้งสามของพระองค์ได้แก่ นันทเสน อินทวงศ์ และอนุวงศ์ อยู่ในฐานะตัวประกันตั้งแต่คราวกองทัพกรุงธนบุรีตีเวียงจันทน์ปี 1779 ทั้งสามได้กลับไปครองเวียงจันทน์ตามลำดับคือ
เจ้านันทเสน (ครองเวียงจันทน์ 1781-1795) โดยได้รับพระบางคืนด้วย ต่อมาถูกกล่าวหาว่าสมคบกับเจ้านครพนมต่อต้านสยาม รัชกาลที่ 1 จึงให้จับตัว และจองจำไว้จนสิ้นพระชนม์
เจ้าอินทวงศ์ (ครองเวียงจันทน์ 1795-1804) ร่วมกับสยามในการรบกับพม่าเมื่อปี 1797 และ 1802 ตลอดจนการยึดแคว้นสิบสองจุไท โดยมีเจ้าอนุวงศ์เป็นแม่ทัพ
เจ้าอนุวงศ์ (ครองเวียงจันทน์ 1805-1827) เป็นอุปราชตั้งแต่ครั้งเจ้าอินทวงศ์ครองเวียงจันทน์ เมื่อเจ้าอินทวงศ์สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 1 จึงให้เจ้าอนุวงศ์สืบต่อ
ปี 1819 เจ้าอนุวงศ์ยกทัพไปปราบกบฏที่จำปาสักสำเร็จ และเมื่อเจ้าจำปาสักที่ลี้ภัยไปอยู่กรุงเทพฯ สิ้นพระชนม์ เจ้าอนุวงศ์ได้ทูลขอรัชกาลที่ 2 ให้แต่งตั้งโอรสของตนครองจำปาสักแทน โดยได้รับความสนับสนุนจากกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3) จึงนับว่าเจ้าอนุวงศ์สามารถรวมสองในสามของอาณาจักรล้านช้างเดิมกลับเข้าด้วยกัน
ปี 1824 (พ.ศ. 2367) รัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคต เจ้าฟ้ามงกุฎ โอรสของรัชกาลที่ 2 กับพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่ง หากกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ อายุมากกว่า มีประสบการณ์และผู้สนับสนุนมากกว่า แม้พระมารดาคือพระศรีสุลาลัย มิใช่อัครมเหสีของรัชกาลที่ 2 ก็ตาม วิกฤตการณ์สืบราชสมบัตินี้ผ่อนคลายลงเมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎเลือกที่จะครองสมณเพศต่อไป ยินยอมให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์และเจ้าจากหลวงพระบาง จำปาสัก ที่มาร่วมงานถวายพระเพลิงพระศพรัชกาลที่ 2 ในปีถัดมา ย่อมรับรู้สถานการณ์และวิกฤตการณ์ดังกล่าวเช่นกัน ภายหลังงานพระศพเสร็จสิ้น ก่อนกลับเวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์ทูลรัชกาลที่ 3 ขอพระแก้วมรกต ขอขนิษฐาคือนางแก้วยอดฟ้ากัลยาณี และขอครัวเชลยชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาแต่ครั้งปี 1779 กลับคืน รัชกาลที่ 3 นอกจากไม่ทรงอนุญาตแล้ว ยังบังคับใช้แรงงานไพร่พลที่ไปกับเจ้าอนุวงศ์ ในการขุดคลอง ตัดตาลที่สุพรรณบุรี แล้วย้ายลงไปในการก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์ที่สมุทรปราการ ซึ่งเป็นระยะทางไกล ทำให้คนลาวเจ็บป่วย ล้มตาย เป็นจำนวนมาก จึงยิ่งเพิ่มความเคียดแค้นและน้ำใจต่อสู้แก่เจ้าอนุวงศ์
ปัจจัยแตกหักสำคัญต่อมา คือ รัชกาลที่ 3 ทรงประกาศบังคับสักเลกในหัวเมืองลาว ที่ราบสูงโคราช และที่สระบุรี โดยมีเจ้าเมืองนครราชสีมาเป็นแม่กอง สร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรง ผู้คนอพยพหลบหนีข้ามโขงไปยังเวียงจันทน์
ในห้วงระยะนั้น ฝ่ายพม่าได้เกิดสงครามกับอังกฤษครั้งที่ 1 (1824-1826) และสูญเสียดินแดนสำคัญหลายแห่ง ไม่อาจคุกคามเวียงจันทน์อีกต่อไป
ปี 1826 (พ.ศ. 2369) สยามต้องยินยอมทำสัญญาเบอร์นี (Burney Treaty) กับอังกฤษ ทำให้เจ้าอนุวงศ์มองเห็นความอ่อนแอลงของสยาม จึงตระเตรียมกำลังในการประกาศเอกราช
ธันวาคม 1826 (พ.ศ. 2369) เจ้าอนุวงศ์ส่งทัพที่ 1 ลงมาทางกาฬสินธุ์ตามเส้นทางการบังคับสักเลก
มกราคม 1827 (พ.ศ. 2370) เจ้าอนุวงศ์ยกทัพที่ 2 เข้ายึดนครราชสีมา กำลังส่วนหนึ่งแยกเป็นทัพที่ 3 ไปทางหล่มสัก ชัยภูมิ จนถึงสระบุรี เพื่อกวาดครัวเชลยชาวลาวกลับคืนเวียงจันทน์ และทัพที่ 4 นำโดยเจ้าราชบุตรจากจำปาสักยกไปตีอุบล
อย่างไรก็ตาม การถอยทัพกลับเป็นไปอย่างล่าช้าด้วยครัวลาวจำนวนมาก นอกจากนี้เจ้าอนุวงศ์ยังเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ในการตามล่าตัวเจ้าเมืองนครราชสีมา แม่กองสักเลก ซึ่งหลบอยู่ที่ขุขันธ์
สยามจัดกำลังเป็น 2 ทัพใหญ่ ทัพแรกขึ้นไปทางสระบุรี เข้ายึดคืนนครราชสีมา ทัพที่ 2 ไปทางลุ่มป่าสักเข้าหล่มสัก เจ้าอนุวงศ์ถอยทัพไปตั้งมั่นที่หนองบัวลำภู ฐานสำคัญของตน เพื่อรบกับทัพสยาม กำลังทหารจำนวนมากและอาวุธปืนทันสมัยเหลือใช้จากสงครามนโปเลียนในยุโรป ซึ่งสยามซื้อจากอังกฤษสะสมตั้งแต่ปี 1822 (พ.ศ. 2365) เป็นสิ่งท่ีเจ้าอนุวงศ์คะเนผิดพลาด เพียง 3 วัน หนองบัวลำภูก็แตก ทัพเจ้าอนุวงศ์ต้องถอยร่นข้ามไปเวียงจันทน์ ทัพสยามรุกติดตาม อีก 5 วันต่อมา เวียงจันทน์ก็แตก เจ้าอนุวงศ์หนีไปเวียดนาม แม่ทัพของสยาม พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) (ต่อมาเลื่อนเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา) สั่งทำลายพระราชวังและป้อมปราการของเวียงจันทน์ เว้นวัดและส่วนอื่นของเมืองไว้ ยึดอาวุธต่างๆ ตลอดจนใช้เวลาอีกหลายเดือนกวาดต้อนครัวชาวเวียงจันทน์กลับที่ราบสูงโคราช เหลือกองทหารขนาดเล็กไว้ดูแลฝั่งตรงข้ามโขงของเมืองที่รกร้างแล้ว
เมื่อเจ้าอนุวงศ์ยกกำลังทหารราว 1,000 คนกลับมาเวียงจันทน์ พบว่าเมืองร้างผู้คน และทราบว่าพระยาราชสุภาวดีได้สร้างอนุสรณ์แห่งชัยชนะเป็นเจดีย์ 9 ยอด ที่วัดทุ่งสว่างชัยภูมิ เมืองยโสธร อันเป็นสถานที่พักทัพ ด้วยความกริ้ว เจ้าอนุวงศ์จึงยกกำลังข้ามโขง เข้าโจมตีและสังหารกองทหารสยามที่รักษาการฝั่งตรงข้ามนั้น
รัชกาลที่ 3 ทรงพระพิโรธยิ่ง รับสั่งให้พระยาราชสุภาวดีกลับไปทำลายเวียงจันทน์ให้ราบและจับตัวเจ้าอนุวงศ์ให้ได้
พระยาราชสุภาวดีติดตามเจ้าอนุวงศ์ไปจนจับได้ที่เชียงขวาง และนำตัวกลับกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 3 รับสั่งให้ขังเจ้าอนุวงศ์ไว้ในกรงเหล็ก พร้อมเครื่องทรมานต่างๆ กรงเหล็กนี้ให้ตั้งตากแดดประจานที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เพียงไม่กี่วัน เจ้าอนุวงศ์ก็สิ้นพระชนม์ (61 พรรษา)
เมืองเวียงจันทน์ถูกทำลายราบ พระบางและพระพุทธรูปสำคัญอีกหลายองค์ถูกยึดอัญเชิญกลับสยาม ประชาชนถูกกวาดต้อนย้ายถิ่นอย่างสิ้นเชิง อาณาจักรเวียงจันทน์ถึงแก่การล่มสลาย ปราศจากเจ้าครองต่อไป แม้กว่า 30 ปีให้หลัง คณะสำรวจชาวฝรั่งเศสบันทึกไว้ว่าพบแต่ซากปรักรกร้างตรงที่เมืองเคยตั้งอยู่ อาณาจักรลาวที่เหลือคือหลวงพระบางและจำปาสักถูกควบคุมเข้มงวดยิ่งขึ้น ที่ราบสูงโคราชถูกผนวกเข้าเป็นส่วนของสยามทั้งหมด
การเทครัวพลเมืองลาวครั้งนี้เป็นการโยกถิ่นประชากรครั้งใหญ่มาก ส่งผลถึงปัจจุบันที่ประเทศลาวมีประชากรเพียง 7 ล้านคน ขณะที่ภาคอีสานของไทยมีประชากรเชื้อสายลาวถึง 22 ล้านคน
ภายหลัง 'กบฏเจ้าอนุวงศ์' เกิด 'ตำนาน' วีรสตรีของสยาม คือท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) ซึ่งต่อมาในช่วงทศวรรษ 1930 ได้รับการโฆษณาตามนโยบายชาตินิยมของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม นัยเพื่อรณรงค์ทางการเมือง การทหาร สู่การรวบรวมชนชาติไต ที่เรียกว่า 'ลัทธิชาติไทยใหญ่'
ข้างฝ่ายลาว ถือว่าเจ้าอนุวงศ์เป็นวีรบุรุษ ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 รัฐบาลลาวเชิดชูกรณี 'สงครามกู้เอกราชของเจ้าอนุวงศ์' ว่าเป็นการศึกเพื่อปลดแอกประเทศราชจากสยาม ถึงแม้ไม่สำเร็จและนำสู่การล่มสลายของเวียงจันทน์ก็ตาม ต่อมาปี 2010 ในวาระ 450 ปี นครหลวงเวียงจันทน์ รัฐบาลลาวได้จัดสร้างอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ประดิษฐานหน้าสวนสาธารณะใหญ่ชื่อเดียวกัน ณ ใจกลางนครหลวง เป็นสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณที่ต้องการอิสรภาพ เสรีภาพ ไม่ยอมจำนนเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ
ภายหลังเหตุการณ์เจ้าอนุวงศ์ ความขัดแย้งระหว่างเวียดนามกับสยามต่อผลประโยชน์และดินแดนลาวยิ่งเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่สงครามสยาม-เวียดนามในช่วงทศวรรษ 1830 เวียดนามผนวกเชียงขวาง ส่วนจีนภายหลังกบฏไทปิงได้แผ่อิทธิพลลงมาตามน้ำโขง เกิดสงครามฮ่อในช่วงทศวรรษ 1860 ความไม่สงบขาดเสถียรภาพของภูมิภาคทำให้เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสรุกเข้ายึดครองอินโดจีนได้โดยสะดวก...

สัญญาไมตรีระหว่างล้านช้างกับอยุธยาซึ่งจารึกมั่นคงบนศิลา สำทับด้วยพระธาตุศรีสองรักอันเป็นหลักเขตแดน ไม่อาจรับรองการเคารพอธิปไตยระหว่างกันในคนรุ่นต่อมา ลาวจึงตกเป็นประเทศราชของสยามนับเวลากว่าศตวรรษ ในห้วงนั้น ลาวต้องอยู่ในสภาพดังเช่นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ที่ว่า
'ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส
เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย
เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย
ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา'


ข้อมูลค้นจาก
สมชาย นิลอาธิ (ถอดความ). ประวัติศาสตร์ฉบับกระทรวงศึกษาธิการฯ ลาว. สำนักพิมพ์มติชน. 2545.
wikipedia.org
sac.or.th
Cr:http://mtreeanun.blogspot.com/